ทุนประกันรถยนต์คืออะไร? เรื่องสำคัญของคนมีรถที่ต้องรู้ เพื่อผลประโยชน์สูงสุด
เมื่อจะซื้อประกันรถยนต์ สิ่งแรกที่หลายคนมักจะดูคือ “ราคาเบี้ยประกัน” ว่าถูกหรือแพง แต่มีอีกหนึ่งตัวเลขที่มีความสำคัญไม่แพ้กันและเป็นตัวกำหนดความคุ้มครอง นั่นคือ “ทุนประกันรถยนต์” หรือ “ทุนประกันภัย” ตัวเลขนี้คือวงเงินสูงสุดที่ได้รับเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน การเข้าใจว่าทุนประกันรถยนต์คืออะไรและรู้วิธีเลือกจะช่วยให้คุณไม่เสียเปรียบและได้รับความคุ้มครองที่คุ้มค่า บทความนี้ SILKSPAN จะพาไปเจาะลึกทุกแง่มุมของทุนประกัน เพื่อให้คุณเลือกประกันรถยนต์ได้อย่างมืออาชีพครับ
Key Takeaways
- ทุนประกันรถยนต์คือวงเงินสินไหมทดแทนสูงสุดที่บริษัทประกันจะจ่ายให้ เมื่อรถเกิดความเสียหายสิ้นเชิง (Total Loss) หรือสูญหาย
- เบี้ยประกันคือเงินที่จ่ายเพื่อซื้อความคุ้มครอง ส่วนทุนประกันคือวงเงินความคุ้มครองที่จะได้รับ
- รถป้ายแดงมักคิดทุนประกันที่ 80% ของราคารถ ส่วนรถปีต่อ ๆ ไป ทุนประกันจะลดลงประมาณ 10% ต่อปีตามค่าเสื่อมราคา
- ทุนประกันไม่ควรต่ำกว่า 80% ของมูลค่าตลาด เพื่อให้ครอบคลุมความเสียหายจริง และไม่ควรสูงเกินไป (Over Insured) เพราะเบี้ยจะแพงโดยไม่จำเป็น
ทุนประกันภัยคืออะไร

ทุนประกันภัยคือวงเงินสินไหมทดแทนสูงสุดที่บริษัทประกันภัยรถยนต์ตกลงที่จะจ่ายให้กับผู้เอาประกันภัย ในกรณีที่รถยนต์เกิดความเสียหายจนไม่สามารถซ่อมแซมได้ (เสียหายสิ้นเชิงเกิน 70% ของสภาพรถ), รถยนต์สูญหายจากการถูกโจรกรรม, หรือเกิดเหตุไฟไหม้รถยนต์
พูดง่าย ๆ ก็คือ ทุนประกันรถยนต์ เปรียบเสมือน “มูลค่าความคุ้มครอง” ของรถเราในกรมธรรม์ฉบับนั้น ๆ นั่นเองครับ ซึ่งตัวเลขนี้จะถูกใช้เป็นฐานในการคำนวณค่าชดเชยต่าง ๆ โดยปกติแล้ว ทุนประกันรถยนต์ชั้น 1 สำหรับรถป้ายแดงจะอยู่ที่ประมาณ 80% ของราคารถ ณ วันที่ซื้อ และจะมีการปรับลดลงในปีต่อ ๆ ไป ประมาณปีละ 10% ตามราคากลางของตลาดรถยนต์ (Red Book) เพื่อให้สอดคล้องกับมูลค่าที่แท้จริงของรถ ณ เวลานั้น ๆ
ทุนประกันภัยต่างจากเบี้ยประกันภัยอย่างไร
หลายคนอาจสับสนระหว่างสองคำนี้ ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนี้
- ทุนประกันภัย (Sum Insured) คือ “วงเงินความคุ้มครอง” หรือมูลค่าสินไหมทดแทนสูงสุดที่ผู้ซื้อประกันจะได้รับจากบริษัทประกันเมื่อเกิดเหตุ
- เบี้ยประกันภัย (Premium) คือ “ราคาค่าใช้จ่าย” ที่ผู้ซื้อประกันต้องจ่ายให้กับบริษัทประกันภัยเพื่อแลกกับความคุ้มครอง (ทุนประกัน) นั้น ๆ
โดยปกติแล้ว เบี้ยประกันคือสิ่งที่แปรผันตามทุนประกันครับ หากคุณต้องการทุนประกันรถยนต์ที่สูง คุณก็มักจะต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยสูงขึ้นตามไปด้วย แต่ก็แลกมาด้วยความอุ่นใจที่มากกว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
ทุนประกันรถยนต์ ยิ่งสูงยิ่งดีจริงไหม

คำถามยอดฮิตคือ “ทุนประกันรถยนต์ ยิ่งสูงยิ่งดีจริงไหม?” คำตอบคือ “จริงและไม่จริง” ครับ
- ข้อดีของทุนประกันสูง: แน่นอนว่าหากเกิดเหตุรถหายหรือรถชนจนซ่อมไม่ได้ (Total Loss) การมีทุนประกันสูงย่อมดีกว่า เพราะคุณจะได้รับเงินชดเชยที่ใกล้เคียงกับราคารถที่ซื้อมา ทำให้มีเงินก้อนไปดาวน์รถคันใหม่ หรือปิดยอดไฟแนนซ์ได้โดยไม่เจ็บตัวมากนัก
- ข้อควรระวัง: การทำทุนประกันที่สูงเกินมูลค่าจริงของรถ (Over Insured) อาจทำให้คุณต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยแพงเกินความจำเป็น เพราะในทางปฏิบัติ หากเกิดเหตุ บริษัทประกันจะจ่ายสินไหมตามความเสียหายที่แท้จริงแต่ไม่เกินทุนประกัน ดังนั้น การเลือกทุนประกันที่ “เหมาะสม” กับมูลค่าตลาด (Market Value) จึงเป็นทางเลือกที่ฉลาดและคุ้มค่าที่สุดครับ
ทุนประกันรถยนต์ ส่งผลต่อเบี้ยประกันรถยนต์อย่างไร
โดยปกติแล้วทุนประกันรถยนต์จะปรับลดลงประมาณ 10% ในทุกปีตามค่าเสื่อมสภาพและราคาตลาดของ
รถยนต์ที่ลดลงตามอายุการใช้งาน ซึ่งปัจจัยนี้ส่งผลโดยตรงทำให้เบี้ยประกันถูกลงตามไปด้วย เนื่องจากเมื่อทุนประกันลดลง วงเงินความคุ้มครองที่บริษัทประกันต้องรับความเสี่ยงในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนสูงสุดก็น้อยลงตามไป การปรับลดทุนประกันในแต่ละปีจึงเป็นการช่วยลดภาระค่าเบี้ยประกันให้สอดคล้องกับมูลค่าจริงของรถยนต์ในปัจจุบันนั่นเอง
วิธีคิดทุนประกันรถยนต์ ทำได้อย่างไร
การคำนวณทุนประกันรถยนต์ดูตรงไหนหรือคิดอย่างไรนั้น มีหลักการง่าย ๆ ดังนี้ครับ
- สำหรับรถป้ายแดง (ปีแรก) : บริษัทประกันจะกำหนดทุนประกันภัยไว้ที่ประมาณ 80% ของราคารถยนต์ (รวมอุปกรณ์ตกแต่งมาตรฐานจากโรงงาน)
- ตัวอย่าง: ถ้าราคาซื้อขายรถอยู่ที่ 1,000,000 บาท ทุนประกันภัยในปีแรกจะอยู่ที่ 800,000 บาท (ส่วนต่าง 20% คือค่าเสื่อมสภาพเมื่อรถถูกขับออกจากโชว์รูม)
- สำหรับรถยนต์ปีที่ 2 ขึ้นไป : ทุนประกันจะลดลงประมาณ 10% ต่อปี จากทุนประกันปีแรก หรืออ้างอิงตามราคากลางรถยนต์ในตลาด ณ ปัจจุบัน เพื่อให้สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของรถ
หลักการเลือกทุนประกันภัย เท่าไหร่ถึงจะเหมาะกับเรา
เพื่อให้ได้ความคุ้มครองที่ครอบคลุมและคุ้มค่าที่สุด Krungsri The COACH และผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัย แนะนำหลักการเลือกทุนประกันไว้ 6 ข้อ ดังนี้:
- ทุนประกันที่เหมาะสมกับราคาตลาด : ไม่ควรเลือกทุนประกันที่ต่ำกว่า 80% ของราคาตลาด เพราะหากเกิดเหตุเสียหายสิ้นเชิง เงินชดเชยที่ได้อาจไม่พอซื้อรถใหม่หรือปิดหนี้ แต่ก็ไม่ควรทำเกินมูลค่าจริงเพื่อประหยัดเบี้ย
- ประเภทของกรมธรรม์ : เลือกประเภทประกัน (ชั้น 1, 2+, 3+) ให้สอดคล้องกับความชำนาญในการขับขี่ หากเป็นมือใหม่หรือรถใหม่ การเลือกประกันรถยนต์ชั้น 1 ที่ทุนประกันสูงย่อมสบายใจกว่า
- ระบุชื่อผู้ขับขี่ : หากรถคันนั้นคุณขับคนเดียว หรือมีคนขับไม่เกิน 2 คน การระบุชื่อผู้ขับขี่จะช่วยลดเบี้ยประกันลงได้ ในขณะที่ยังได้รับความคุ้มครองตามทุนประกันเท่าเดิม
- ติดกล้องหน้ารถ : การมีกล้องหน้ารถ (CCTV) นอกจากจะเป็นหลักฐานสำคัญแล้ว ยังช่วยลดเบี้ยประกันได้อีกประมาณ 5-10% ตามกฎหมาย
- ตรวจสอบความคุ้มครองอื่น ๆ : อย่าดูแค่ทุนประกันตัวรถอย่างเดียว ให้ดูวงเงินความคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอก, ค่ารักษาพยาบาล และประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) ด้วยว่าเพียงพอหรือไม่
- เลือกซ่อมอู่หรือซ่อมศูนย์ : การเลือกซ่อมศูนย์ (ซ่อมห้าง) จะได้งานมาตรฐานและอะไหล่แท้ แต่เบี้ยจะสูงกว่าซ่อมอู่ หากคุณมีอู่ที่ไว้ใจได้ การเลือกซ่อมอู่จะช่วยประหยัดเบี้ยได้มาก โดยที่ทุนประกันยังคงเดิม
ทุนประกันรถยนต์คือหลักประกันความมั่นคงของคนมีรถ
โดยสรุปแล้ว ทุนประกันรถยนต์คือตัวเลขที่บ่งบอกถึงความรับผิดชอบสูงสุดที่ประกันมีต่อรถของคุณ การเลือกทุนประกันที่ถูกต้อง ไม่มากไปไม่น้อยไป จะช่วยให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายได้ทั้งในส่วนของเบี้ยประกันรายปี และค่าใช้จ่ายส่วนต่างเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน อย่าลืมตรวจสอบทุนประกันว่าอยู่ที่เท่าไหร่ในกรมธรรม์ทุกครั้งก่อนต่อประกันนะครับ
หากคุณกำลังมองหาประกันรถยนต์ที่ให้ทุนประกันสูงในราคาที่คุ้มค่า SILKSPAN พร้อมช่วยคุณเปรียบเทียบข้อเสนอจากบริษัทชั้นนำกว่า 20 แห่ง ไม่ว่าจะเป็น ไทยไพบูลย์ประกันภัย, เออร์โกประกันภัย หรือ เจมาร์ท ประกันภัย คุณสามารถเช็คเบี้ยและทุนประกันได้ทันที พร้อมบริการผ่อน 0% และสิทธิพิเศษมากมาย เพื่อให้คุณได้รับความคุ้มครองที่ดีที่สุด
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
- Facebook : SILKSPAN
- Instagram : silkspan
- Line Official : @SILKSPAN
- X (twitter) : SILKSPAN
- Youtube : SILKSPAN
- TikTok : silkspan
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับทุนประกันรถยนต์
อุปกรณ์ตกแต่งรถเพิ่มเติม รวมอยู่ในทุนประกันรถยนต์ไหม
โดยปกติแล้วทุนประกันรถยนต์จะคุ้มครองเฉพาะอุปกรณ์มาตรฐานที่ติดตั้งมาจากโรงงานเท่านั้น หากมีการตกแต่งเพิ่ม จะต้องแจ้งบริษัทประกันเพื่อขอซื้อความคุ้มครองเพิ่ม (Endorsement) โดยอาจมีการคิดเบี้ยประกันเพิ่มตามมูลค่าของที่ตกแต่ง
ควรมีทุนประกันรถยนต์เท่าไร
ทุนประกันที่เหมาะสมควรอยู่ที่ประมาณ 80% ของราคารถยนต์ในตลาดปัจจุบัน หากต่ำกว่านี้ถือว่ามีความเสี่ยง (Under Insured) เพราะถ้าคืนทุนประกัน เงินที่ได้จะไม่พอซื้อคันใหม่ทดแทน
เพิ่มทุนประกันรถยนต์ได้ไหม
สามารถทำได้ครับ โดยคุณต้องแจ้งกับบริษัทประกันหรือโบรกเกอร์เพื่อขอเพิ่มทุนประกัน ซึ่งบริษัทจะพิจารณาจากสภาพรถและราคากลาง หากอนุมัติ คุณจะต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยส่วนต่างเพิ่มขึ้นตามวงเงินความคุ้มครองที่เพิ่มมา
คืนทุนประกันรถยนต์ทำได้ไหม ทำยังไง
ทำได้ในกรณีที่รถเสียหายสิ้นเชิง (เกิน 70%) หรือสูญหาย โดยบริษัทประกันจะจ่ายเงินเต็มจำนวนตามทุนประกันให้คุณ และคุณต้องโอนกรรมสิทธิ์ซากรถให้กับบริษัทประกันครับ ขั้นตอนคือแจ้งเหตุ > ประเมินความเสียหาย > ส่งมอบเอกสารและซากรถ > รับเงินสินไหมทดแทน
ทุนประกันรถยนต์ ลดลงปีละเท่าไร?
ทุนประกันภัยจะลดลงตามค่าเสื่อมราคาของรถยนต์ โดยทั่วไปจะลดลงประมาณ 10% ต่อปี จากทุนประกันของปีก่อนหน้า เพื่อให้สอดคล้องกับราคากลางในตลาดรถมือสอง
สามารถเปลี่ยนอัตราทุนประกันภัยภายหลังได้หรือไม่?
ทำได้ครับ โดยการติดต่อบริษัทประกันเพื่อขอสลักหลังกรมธรรม์ (Endorsement) แต่การปรับเพิ่มหรือลดทุนประกันจะต้องอยู่ภายใต้เกณฑ์การรับประกันของบริษัทนั้น ๆ และอาจมีผลต่อเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายเพิ่มหรือได้รับคืน
เมื่อเบี้ยประกันสูงเนื่องจากทุนประกันสูง สามารถลดค่าเบี้ยได้จากอะไรบ้าง
หากต้องการคงทุนประกันไว้สูง ๆ แต่ขอลดเบี้ย สามารถทำได้โดย
- รักษาประวัติการขับขี่: ขับดีมีส่วนลดประวัติดี (NCB) สูงสุด 50%
- ระบุชื่อผู้ขับขี่: ลดเบี้ยได้สูงสุด 20% (ตามช่วงอายุ)
- เลือกประเภทรถ: รถตลาดมักเบี้ยถูกกว่ารถยุโรปหรือรถนำเข้า
- ส่วนลดพิเศษ: มองหาโปรโมชั่นจากโบรกเกอร์ เช่น ส่วนลดการติดกล้อง หรือส่วนลดกลุ่มอาชีพ