ประกันชั้น 1

ค่าเบี้ยประกันรถยนต์แพงจากอะไร ประหยัดค่าเบี้ยลงได้ด้วยวิธีไหนบ้าง?


ค่าเบี้ยประกันรถยนต์แพงจากอะไร ประหยัดด้วยวิธีไหนได้บ้าง

        สำหรับคนที่ใช้งานรถยนต์ และต้องการที่สมัครประกันภัยรถยนต์เคยมีข้อสงสัยบ้างหรือไม่ว่าทำไมค่าเบี้ยประกันรถยนต์ถึงมีราคาที่ค่อนข้างสูง ต่อประกันภัยรถยนต์ทีไร ทำไมราคาเบี้ยประกันภัยสูงขึ้นตลอด มีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ราคาค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์แพงขึ้น และมีวิธีใดบ้างที่ช่วยประหยัดค่าเบี้ยประกันลงได้ ต้องทำอย่างไรเราจึงได้ประกันภัยที่ได้มาตรฐาน และมีคุณภาพที่มาพร้อมความคุ้มค่าในด้านของราคา วันนี้ SILKSPAN รวบรวมเคล็ดลับที่จะช่วยให้เราประหยัดค่าเบี้ยประกันรถยนต์ลงได้อย่างแน่นอน

 

ประกันภัยรถยนต์แพงเพราะอะไร

        ประกันภัยรถยนต์เมื่อทำการต่ออายุในปีถัดไป ก็ย่อมมีโอกาสที่ราคาค่าเบี้ยประกันภัยจะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย

1.มีประวัติการขับขี่ที่ไม่ดี เคลมบ่อย

        ถ้าหากว่าในปีที่ผ่านมามีประวัติการขับขี่ที่ไม่ดี มีการเคลมบ่อย โดยเฉพาะการเคลมแบบไม่มีคู่กรณี หรือการเคลมแบบที่ตัวเองเป็นฝ่ายผิด ก็จะทำให้ประวัติการขับขี่ของเรานั้นไม่ดีตามไปด้วย ซึ่งจะทำให้ทางบริษัทประกันภัยมีการประเมินเพื่อเพิ่มค่าทุนประกันภัยในปีถัดไปมากขึ้น เพื่อรองรับกับเหตุการณ์อุบัติเหตุ และการเคลมที่อาจจะเกิดขึ้นอีก ซึ่งเมื่อทางบริษัทประกันภัยได้มีเพิ่มค่าทุนประกันภัยขึ้น นั่นก็แปลว่าค่าเบี้ยประกันภัยเองก็จะมีจำนวนที่เพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่น และก็เป็นสาเหตุหลักในการที่ค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ในปีถัดไปมีจำนวนที่สูงเพิ่มมากขึ้น

2.ดัดแปลง หรือตกแต่งรถยนต์

        หากรถยนต์ได้มีการดัดแปลง หรือตกแต่งรถยนต์เพิ่ม จำเป็นจะต้องทำการแจ้งบริษัทประกันภัย เพื่อให้ทางประกันภัยทำการคำนวณค่าเบี้ยประกันภัยใหม่ที่ให้ความคุ้มครองในส่วนที่มีการตกแต่งเพิ่มเติมเข้ามา ซึ่งจะทำให้ค่าเบี้ยประกันภัยสูงขึ้นอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการดัดแปลง หรือตกแต่งในระหว่างที่ทำประกันภัยไปแล้ว หรือก่อนการต่อประกันภัยเจ้าใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการดัดแปลง เช่น การเปลี่ยนไปใช้แก๊สก็เช่นเดียวกัน หากไม่มีการแจ้งบริษัทประกันภัยก่อน และเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับส่วนที่มีการดัดแปลง หรือตกแต่งเพิ่ม ประกันภัยที่ทำไว้ก็จะไม่ได้ให้ความคุ้มครองที่ครอบคลุมกับส่วนที่เสียหาย และจำเป็นจะต้องทำการออกค่าใช้จ่ายในการซ่อมส่วนดังกล่าวเพิ่มเอง

3.อายุของรถยนต์

        รถยนต์เป็นสิ่งที่สามารถเสื่อมสภาพได้ตามกาลเวลา แต่ถ้ายิ่งเป็นรถใหม่ โดยเฉพาะรถป้ายแดง เจ้าของรถยนต์ทุกคนก็อยากให้มีความคุ้มครองที่ครอบคลุมกับอุบัติเหตุมากเป็นพิเศษ รวมไปถึงเจ้าของรถใหม่ป้ายแดงหลายๆ คนที่อาจเป็นมือใหม่หัดขับที่อาจมีประสบการณ์ และความชำนาญในการขับขี่ไม่มากนัก ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ง่ายกว่าผู้ขับขี่ทั่วไป ดังนั้นประกันภัยรถยนต์ใหม่ป้ายแดง จึงมีราคาเบี้ยประกันภัยที่สูงเป็นพิเศษกว่ารถยนต์ที่มีอายุมากเกิน 5 ปีแล้ว

4.ความคุ้มครองที่รถยนต์ได้รับ

        ถ้าหากต้องการความคุ้มครองที่สูงเป็นพิเศษให้กับรถยนต์ เช่น การเลือกทำประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 ย่อมมีค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ที่สูงกว่าประกันภัยรถยนต์ชั้น 3+ และรวมไปถึงความคุ้มครองที่ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 ได้รับก็ย่อมมากกว่าเช่นกัน

 

ท้าพิสูจน์ คุณกำลังจ่ายเบี้ยประกันรถแพง

 

ค่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ ประหยัดได้ด้วยวิธีไหนบ้าง?

1.มีการเลือก และเปรียบเทียบค่าเบี้ยประกันในหลากหลายบริษัท

        นี่ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคนที่กำลังมองหาประกันภัยสำหรับรถยนต์ ทั้งในผู้ที่มีประกันอยู่แล้ว หรือจะเป็นผู้ที่กำลังจะมีรถใหม่ ในเรื่องของการทำประกันภัยสำหรับรถยนต์บางคนอาจมีการอิงจากการสอบถามประสบการณ์การใช้งานกับคนรอบตัว บ้างก็หาข้อมูลต่างๆ จากอินเทอร์เน็ตเพื่อทำการเปรียบเทียบ

        ในความจริงแล้วการเลือกประกันแต่ละประเภทควรมีการวางแผน และมองผลลัพธ์กันแบบระยะยาว เมื่อทุนประกันสูงก็ย่อมมีค่าเบี้ยที่สูงซึ่งรวมไปถึงการครอบคลุมในการคุ้มครองรถยนต์ในด้านต่างๆ อีกด้วย หากเราเลือกประกันที่มีค่าเบี้ยถูกเกินไป เวลาเกิดปัญหา เช่น เกิดอุบัติเหตุรถชน ถึงจะเคลมได้เหมือนกัน แต่อาจจะเคลมได้ในจำนวนที่น้อยกว่า ถ้าหากเสียหายไม่มากอาจไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าหากเสียหายมาก ทุนประกันอาจไม่ครอบคลุมถึงค่าเสียหายบางส่วน จนเราจะต้องเป็นฝ่ายที่ต้องจ่ายเพิ่มเอง

        นอกจากการเลือกดูทุนประกันที่เหมาะสมกับเราแล้ว ก็ต้องมีการเปรียบเทียบกับราคาในตลาดอีกด้วย เมื่อมีการเปรียบเทียบกันในหลากหลายบริษัท เราอาจจะได้เห็นข้อดี และข้อเสียของแต่ละบริษัทที่แตกต่างกัน รวมไปถึงโปรโมชันต่างๆ และเซอร์วิสที่ทางผู้ให้บริการมีมาให้เลือก

2.รักษาประวัติการเคลม

        ถ้าหากเป็นคนที่ขับขี่อย่างปลอดภัย และไม่มีประวัติเคลมประกันภัยเลย แน่นอนว่าในปีต่อๆ ไปอาจมีสิทธิ์ได้รับส่วนลดเบี้ยประกันลดลง 20-50% เลยทีเดียว และถ้าหากเกิดการเคลมที่เกิดจากอุบัติเหตุที่มาจากการชนจากคู่กรณี และทางประกันสามารถเรียกเงินค่าเสียหายตรงจุดนี้ได้ ก็จะช่วยให้ประกันในปีถัดไปของเราลดลงไปได้อีกด้วย

        แต่ถ้าเกิดในปีต่อไปเราเลือกที่จะเปลี่ยนบริษัทประกัน ประวัติเคลมที่เราทำมาดีตลอดภายในปีแรกนั้นจะหายไปหรือไม่ คำตอบคือประวัติการขับขี่ของเราสามารถนำไปลดเบี้ยประกันสำหรับการสมัครประกันภัยบริษัทใหม่ได้เช่นกัน ยิ่งเราขับรถดี ไม่เกิดอุบัติเหตุก็จะยิ่งช่วยให้ลดเบี้ยประกันกับทางบริษัทประกันใหม่ได้

3.ระบุค่า Deduct

        ค่า Deduct หรือเรียกกันว่า ค่าเสียหายในส่วนสมัครใจ ในการเลือกสมัครประกันบางแห่งจะมีให้เราเลือกว่าจะจ่ายค่า Deduct หรือไม่ ถ้าหากเรามีการระบุค่า Deduct ไว้ก็จะสามารถช่วยลดค่าเบี้ยประกันลงตามยอดที่เราจ่ายไป เช่น หากเบี้ยประกันภัยรถยนต์อยู่ที่ 15,000 บาท และเลือกระบุค่า Deduct 5,000 ก็จะได้รับส่วนลดค่าเบี้ยลง 5,000 บาทในทันที แต่ในทางกลับกันหากรถยนต์เกิดอุบัติเหตุ ก็จำเป็นจะต้องจ่าย 5,000 บาททุกครั้งที่มีการเกิดอุบัติในกรณีที่เราเป็นฝ่ายผิดให้กับทางบริษัทประกันภัย ซึ่งด้วยวิธีการระบุค่า Deduct นี้จะทำให้ค่าเบี้ยประกันของเราจะลดลงเหลือปีละ 10,000 บาทได้เลยทีเดียว

        ระบบการระบุค่า Deduct อาจไม่ได้มีบริการกับประกันทุกประเภท และไม่ได้มีให้บริการกับทุกบริษัท เราสามารถสอบถามข้อมูลกับบริษัทที่เราสนใจ และศึกษาข้อมูลดูก่อนเพื่อทำการตัดสินใจอีกครั้งว่าจะเลือกจ่ายหรือไม่

 

เลือกระบุค่า Deduct ในค่าเบี้ยประกันรถดีหรือไม่

 

แล้วเราเลือกจ่าย Deductดีหรือไม่?

        คำตอบของคำถามนี้อยู่ที่ตัวของเราเอง โดยอาจประเมินจากความชำนาญในการขับขี่ของตัวเรา ถ้าหากเรามีความชำนาญสูง และมั่นใจว่าจะไม่เป็นฝ่ายที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุก่อนอย่างแน่นอน การเลือกจ่าย Deduct ก็จะช่วยประหยัดค่าเบี้ยประกันของเราลงไปได้ แต่ถ้าหากเรายังไม่มีความชำนาญในการขับขี่มากพอ หรือเป็นมือใหม่ อาจไม่ควรเลือกจ่าย Deduct เพราะเราอาจจะมีโอกาสที่จะก่อให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ ซึ่งระบบ Deduct อาจจะไม่เหมาะกับตัวเรา

4.ปรับเปลี่ยนลดทุนประกันลง

        ในกรณีที่เรามีความชำนาญในการขับขี่มาเป็นเวลาพอสมควรแล้ว อาจเป็นระยะเวลาหลายปี หรือมีความมั่นใจแล้ว เราอาจลดทุนประกัน ปรับเปลี่ยนจากประกันที่มีราคาแพง ลดทุนประกันลงมา เพื่อทำให้ค่าเบี้ยประกันของเราลดลง อาจเปลี่ยนจาก ประกันชั้น 1 ที่คุ้มครองทุกอย่างลดระดับเป็นชั้น 2+ หรือชั้น3+ ตามความเหมาะสมที่ครอบคลุมการคุ้มครองต่างๆ ตามที่เราต้องการ

5.เปลี่ยนจากการ “ซ่อมห้าง” ไปเป็น “ซ่อมอู่”

        การซ่อมห้าง หรือการซ่อมที่ศูนย์บริการเป็นการซ่อมที่ได้รับมาตรฐานการรับรองจากทางบริษัทประกันภัย มีคุณภาพ มีช่างมืออาชีพคอยรองรับพร้อมกับอะไหล่ของแท้แน่นอน ส่วนการซ่อมอู่ โดยเฉพาะการซ่อมกับอู่ในเครือประกัน ก็มีการตรวจสอบ และรับรองคุณภาพจากทางบริษัทประกันเช่นเดียวกัน แต่อาจมีคุณภาพ และความละเอียดไม่เทียบเท่าการซ่อมห้าง แต่มีความสะดวกสบายในการซ่อม และอาจใช้ระยะเวลาที่สั้นกว่าการซ่อมห้าง เนื่องจากมีคิวการซ่อมที่ไม่เยอะเท่า

        สำหรับคนที่เพิ่งออกรถยนต์ใหม่ และโดยเฉพาะรถยนต์รุ่นใหม่ที่เพิ่งออกมาไม่นาน การเลือกซ่อมห้างอาจเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าในปีแรกๆ ถึงแม้ว่าจะมีราคาที่สูงกว่า แต่ก็จะมีอะไหล่สำรองที่คอยให้บริการกับรถของเราอยู่ตลอดเวลาแน่นอน แต่สำหรับรถที่ผ่านการใช้งานมาในระดับหนึ่งแล้ว และเจ้าของมีความรู้ ความเข้าใจ หรืออาจรู้จักอู่ในเครือที่ดี การเลือกเปลี่ยนไปซ่อมอู่ก็จะช่วยลดเงินประกันลงมาได้อีกมากเช่นกัน

6.ระบุชื่อคนขับ

        หากรถยนต์ของเรามีการใช้งานเพียงแค่เราคนเดียว หรืออาจมีแค่ 1-2 คนที่เป็นสมาชิกในครอบครัว ขอแนะนำให้ทำการระบุชื่อผู้ขับเอาไว้เลย ซึ่งการระบุชื่อผู้ขับจะทำให้ประกันภัยในหลากหลายบริษัทสามารถลดค่าเบี้ยประกันลงไปได้ 5-20% เลยทีเดียว ซึ่งนั่นก็ขึ้นอยู่กับอายุของผู้ที่มีชื่ออยู่ในประกันด้วย ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่แนะนำสำหรับคนที่มั่นใจในฝีมือการขับรถของตัวเองอยู่แล้ว และมีการใช้งานรถแค่คนเดียว หรือแค่เฉพาะคนในครอบครัว รับรองว่าช่วยลดได้อย่างแน่นอน

 

        เพียงเท่านี้เราก็สามารถช่วยลดค่าเบี้ยประกันที่สูง นอกจากได้ทุนประกันที่เหมาะสมกับรถยนต์ และการใช้งานของเราแล้ว ยังสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายของเราในรายเดือนด้วย อย่างไรก็ตามประกันภัยเป็นสิ่งที่ตอนเราทำมักจะยังไม่ได้ใช้ ควรเลือก และศึกษาเป็นอย่างดี เพื่อให้เกิดความคุ้มค่า ในตอนที่เกิดเหตุขึ้นจะได้ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายเพิ่ม และต้องมาเสียใจในภายหลัง

 


เขียนโดย : Ecomoney
เผยแพร่วันที่ : 01/09/2023
โปรโมชั่นแนะนำ

กำลังโหลด