ประกันรถยนต์ชั้น2+ เริ่มต้มเพียงแค่ 609 บาท

พาทำความรู้จักกับค่าเสียหายส่วนแรกคืออะไร และค่า Excess กับ Deductible แตกต่างกันอย่างไร


ค่า excess กับ deductible

      ในช่วงหลังมานี้ หลายคนอาจได้ยินคำว่า “ค่าเสียหายส่วนแรก” กันบ่อยมากขึ้น ซึ่งมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่อาจสงสัยว่าค่าเสียหายส่วนแรกคืออะไร และเมื่อเกิดอุบัติเหตุในบางกรณีเราอาจต้องออกค่าใช้จ่ายเองส่วนหนึ่งอีกด้วย แล้วทำไมเราถึงต้องเป็นคนจ่าย ทั้งที่เราได้เลือกทำประกันภัยรถยนต์ที่จ่ายค่าเบี้ยประกันไปหมดแล้ว วันนี้ SILKSPAN จึงอยากพาผู้อ่านทุกคนไปหาคำตอบพร้อมกันว่าค่าเสียหายส่วนแรกคืออะไร และค่า Excess และค่า Dedutible มีความแตกต่างกันอย่างไร ทำความรู้จักให้เพิ่มมากขึ้นได้ในบทความนี้

 

ค่าเสียหายส่วนแรกคืออะไร

      อันดับแรกมาทำความรู้จักกันก่อนว่าค่าเสียหายส่วนแรกคืออะไร โดยค่าเสียหายส่วนแรกคือจำนวนเงินที่ผู้เอาประกันภัยต้องจ่ายเพิ่มให้กับบริษัทประกันภัยตามที่ คปภ. กำหนด เพื่อเป็นการป้องกันในกรณีที่แจ้งเคลมซ่อมรถแต่ไม่ได้มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นจริง หรือจากการขับรถด้วยความประมาท ซึ่งค่าเสียหายส่วนแรกสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ ค่า Excess และค่า Dedutible 

 

ค่า Excess คืออะไร

      หลังจากที่ได้รู้กันไปแล้วว่าค่าเสียหายส่วนแรกคืออะไร และค่าเสียหายส่วนแรกก็ถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ตามลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกัน โดยประเภทแรกเป็นค่า Excess ค่าเสียหายส่วนแรกภาคบังคับที่เกิดขึ้นเฉพาะกับการเคลมประกันภัยชั้น 1 ซึ่งเป็นค่าเสียหายส่วนแรกของผู้เอาประกันภัยที่จะต้องจ่ายให้กับบริษัทประกันเมื่อต้องนำรถเข้าซ่อมที่ศูนย์หรืออู่ซ่อมรถ โดยจะต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกเริ่มต้นที่ 1,000 บาทต่อเหตุการณ์ ในกรณีที่ผู้เอาประกันแจ้งเคลมอุบัติเหตุรถชนแบบไม่ทราบคู่กรณี ไม่สามารถแจ้งรายละเอียดคู่กรณี ความประมาทของผู้ขับขี่ หรือไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน  ยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่จะต้องจ่ายค่า Excess เช่น

  • การถูกชนแล้วหนี หาคู่กรณีไม่ได้ หรือไม่มีหลักฐานบ่งบอกคู่กรณี
  • รถมีรอยโดนขีดข่วน สร้างความเสียหายเช่น สีลอก
  • หิน หรือวัตถุใด ๆ กระเด็นใส่รถจนทำให้เกิดความเสียหาย
  • รถครูดเสา ฟุตบาท หรือตกหลุม
  • รถเหยียบตะปู หรือของมีคมอื่น ทำให้ยางฉีก
  • รถถูกสัตว์กัดแทะ เช่น สุนัขกัดรถ หรือแมวข่วน

 

ค่า Deductible คืออะไร

      ในส่วนค่า Deductible คือค่าเสียหายส่วนแรกที่ผู้เอาประกันยินยอมจ่ายให้กับบริษัทประกันภัยด้วยความสมัครใจในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุและต้องการเคลมรถ โดยที่เป็นฝ่ายผิดและมีคู่กรณี ซึ่งตามข้อตกลงในกรมธรรม์จะต้องจ่ายค่าเสียหายในส่วนแรกเริ่มต้นที่ 2,000 – 5,000 บาท แต่ในกรณีที่เราเป็นฝ่ายถูกจะไม่ต้องเสียค่าเสียหายส่วนแรก และยังสามารถนำไปลดค่าเบี้ยประกันได้อีกด้วย

 

ค่า Excess จ่ายยังไง 

      เมื่อเกิดอุบัติเหตุที่เกิดอุบัติและต้องการ “เคลมแบบไม่มีคู่กรณี” หรือเป็นการเคลมแบบ “ไม่สามารถระบุสาเหตุได้”  ทางผู้ที่ทำประกันจะต้องทำการเสียค่า Excess หรือค่าเสียหายส่วนแรกนี้ ให้ทางบริษัทประกันที่คุณได้ทำให้รถยนต์เป็นจำนวนเงินตามที่ได้ตกลงกับทางบริษัทไว้ตั้งแต่แรกเมื่อเริ่มทำประกัน โดยส่วนมากจะต้องเสียค่า Excess จะอยู่ที่ราวๆ 1,000 บาทต่อเหตุการณ์ และมักจะไม่เกิน 8,000 บาทต่อครั้ง ซึ่งในบางครั้งก็อาจเกินเนื่องจากเกิดความเสียหายหนัก หรือหลายรอย

        การเก็บค่า Excess นั้นเป็นการเรียกเก็บค่าเสียหายส่วนแรกที่เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น และต้องการเคลมแบบประไม่มีคู่กรณี หรือไม่สามารถระบุสาเหตุได้  ไม่ว่าจะทำประกันรถยนต์ชั้นก็จำเป็นต้องจ่ายค่า Excess หรือค่าเสียหายส่วนแรกนี้ด้วยเช่นกัน เพราะบริษัทประกันต้องการป้องกันการเคลมโดยที่ไม่มีอุบัติเหตุจริง แต่อาจเป็นเจตนาที่ต้องการซ่อมรถ เช่น ต้องการทำสีรอบคัน หรืออยากทำสีใหม่ โดยอาจสร้างรอยแผลให้กับรถยนต์ขึ้นมาเอง แล้วจึงแจ้งประกันเพื่อทำการเคลมแบบไม่มีคู่กรณี หรือระบุสาเหตุไม่ได้ เนื่องจากรู้ว่าอย่างไรก็ตามก็สามารถทำเรื่องเคลมได้อย่างแน่นอน

 

ค่า Deductible จ่ายอย่างไร

      อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าค่า Deductible จะต้องจ่ายก็ต่อเมื่อเราเป็นฝ่ายผิด หากเกิดเหตุแล้วจะต้องชำระค่าเสียหายส่วนแรกตามเหตุการณ์ที่ได้ตกลงกับบริษัทประกันรถยนต์ โดยลูกค้าจะต้องได้ประโยชน์จากการที่บริษัทประกันภัยรถยนต์ลดค่าเบี้ยประกันรถยนต์ให้ได้ในบางส่วน โดยเงื่อนไขการจ่ายค่า Deductible มีดังนี้

จ่ายค่า Deductible สำหรับประกันรถชั้น 1

      ค่า Deduct หรือค่าเสียหายส่วนแรกภาคสมัครใจนี้ ไม่ว่าจะทำประกันชั้นไหนก็สามารถเลือกรับเงื่อนไขนี้ได้ เมื่อคุณเลือกที่จะรับเงื่อนไขค่าเสียหายส่วนแรกภาคสมัครนี้ไปแล้ว คุณจะได้รับส่วนลดนั้นๆ ให้กับค่าเบี้ยประกันไปได้ในทันที แต่ถ้าหากเกิดอุบัติเหตุ และเป็นฝ่ายผิด หรือไม่มีคู่กรณี คุณก็จะต้องทำการจ่ายค่า Deduct เหมือนเป็นค่าผิดสัญญาให้กับบริษัทประกันนั่นเอง

      ค่า Deduct สามารถช่วยลดค่าเบี้ยประกันลงได้เยอะกว่าที่คิด ค่า Deduct สามารถระบุในกรมธรรม์ได้ตั้งแต่ 1,000 บาท และสูงสุดประมาณ 5,000 บาท สำหรับคนที่ขับรถดี มีความเชี่ยวชาญในการขับขี่ และไม่ค่อยเกิดอุบัติเหตุบ่อย หรือถ้าหากเกิดอุบัติเหตุ แต่เป็นฝ่ายถูก ก็ไม่ต้องเสียค่า Deduct เลยสักบาท ลองคิดว่าถ้าหากคุณต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันรถยนต์ 15,000 และสามารถเลือกรับเงื่อนไขค่า Deduct 2,000 บาท ค่าเบี้ยประกันของคุณจะเหลือเพียง 13,000 บาท โดยที่ยังไม่รวมค่าส่วนลดอื่นๆ ที่สามารถใช้ลดค่าเบี้ยลงไปได้อีก

      สำหรับผู้ขับขี่ที่พิจารณาแล้วมีความเชี่ยวชาญในการขับขี่ โดยเฉพาะเมื่อออกรถใหม่ป้ายแดง และต้องการทำประกันรถยนต์ชั้น 1 ค่า Deduct นี้ก็จะเป็นส่วนช่วยอย่างมากในการลดค่าเบี้ยประกันรถยนต์ที่ค่อนข้างสูงให้ลดลงได้เช่นกัน

ไม่จ่ายค่า Deductible สำหรับประกันรถชั้น 1

      สำหรับผู้ที่ทำประกันรถยนต์ชั้น 1 หลายคนอาจมีความลังเลใจว่าจะรับเงื่อนไขค่า Deduct ดีหรือไม่ อาจทำการพิจารณาจากการขับขี่ของตนเองได้ก่อน หากเป็นผู้ขับขี่มือใหม่ป้ายแดง และยังมีความไม่ชำนาญในการขับขี่ เงื่อนไขค่า Deduct อาจจะยังไม่ตอบโจทย์ในการใช้เพื่อช่วยลดค่าเบี้ยประกันรถยนต์ แถมถ้ายังขับขี่ไม่ชำนาญ และรับเงื่อนไขค่า Deduct มาก็อาจทำให้ต้องจ่ายค่า Deduct ทุกครั้งที่เกิดอุบัติเหตุที่เป็นฝ่ายผิด เช่น การชนท้ายรถคันข้างหน้า หรือการเคลมแบบไม่มีคู่กรณี เช่น การถอยครูดรั้วบ้าน เสาบ้าน เสาไฟ กำแพงบ้าน ฟุตบาท ลูกระนาด ที่มักเป็นเหตุการณ์ที่พบได้บ่อยสำหรับผู้ขับขี่มือใหม่ ลองนึกดูว่าถ้ารับเงื่อนไขค่า Deduct 2,000 บาทได้รับส่วนลดจากค่าเบี้ยประกันได้ในทันที แต่เกิดอุบัติเหตุที่ต้องเสียค่า Deduct ไป 5 ครั้ง ก็เท่ากับต้องเสียค่า Deduct ที่ผิดสัญญา ผิดเงื่อนไขกับทางประกันไปแล้วกว่า 10,000 บาทนั่นเอง

 

ค่า excess กับ deductible ต่างกันอย่างไร

 

ล็อคราคา ต่อประกันชั้น 1 ล่วหน้าก่อนหมดอายุ

 

ค่า Excess กับ Deductible ต่างกันอย่างไร

      สำหรับค่า Excess และค่า Deductible ถ้าจะพูดถึงภาพรวมเพื่อให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจได้ง่ายที่สุด นั่นก็คือ หากเกิดอุบัติเหตุขับรถยนต์ไปชนกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ติดอยู่บนพื้นดินหรือพื้นถนนจะสามารถเคลมได้โดยไม่ต้องเสียค่า Excess แต่ถ้าความเสียหายเกิดจากสิ่งของตกกระทบ กระเด็นใส่ หรือมีคนตั้งใจทำให้เกิดจะต้องจ่ายค่า Excess เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น มาดูกันว่าค่า Excess และค่า Deductible มีความแตกต่างกันอย่างไร

ค่า Excess หรือ ค่าเสียหายส่วนแรกภาคบังคับ

  • เป็นค่าเสียหายที่จ่ายร่วมให้กับบริษัท
  • ต้องจ่ายเมื่อเคลมแบบไม่มีคู่กรณี
  • ต้องจ่ายเมื่อเคลมแบบไม่สามารถระบุสาเหตุได้
  • แม้ว่าเป็นประกันชั้น 1 ที่คุ้มครองอุบัติเหตุแบบไม่มีคู่กรณีก็ต้องจ่ายเช่นกัน
  • จ่ายให้บริษัทประกันเริ่มต้นประมาณ 1,000 ต่อเหตุการณ์ 
  • เมื่อทำเรื่องเคลมแล้วมีผลต่อค่าเบี้ยประกันในปีถัดไป
  • ต้องเสียค่า Excess เฉพาะประกันรถยนต์ชั้น 1 และชั้น 1 Low Cost ที่ไม่สามารถระบุคู่กรณี หรือสาเหตุในการเกิดรอยต่างๆ ที่จะเคลมได้

ค่า Deduct หรือค่า Deductible หรือค่าเสียหายส่วนแรกภาคสมัครใจ

  • ต้องจ่ายเมื่อเคลมเป็นฝ่ายผิด
  • ต้องจ่ายเมื่อเคลมแบบไม่มีคู่กรณี
  • เป็นเงื่อนไขที่ระบุแล้วสามารถใช้เป็นส่วนลดค่าเบี้ยประกันได้ แต่ต้องจ่ายเป็นจำนวนเงินที่ตกลงไว้ทุกครั้งเมื่อเกิดการผิดสัญญา
  • ระบุได้ตั้งแต่ 1,000 – 5,000 บาท (รถยนต์นิยมระบุเริ่มต้นที่ 2,000 บาท)
  • เหมาะกับคนขับขี่ดี ไม่มีค่อยอุบัติเหตุ
  • สามารถระบุได้ทั้งประกันรถยนต์ชั้น1 ,ประกันรถยนต์ชั้น 1 Low Cost ,ประกันชั้น 2+ และประกันชั้น 3+

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับค่า Excess กับ Deductible

ควรระบุค่า Deductible มากหรือน้อยในการทำประกันรถยนต์

        การเลือกระบุค่า Deduct เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยในการลดค่าเบี้ยประกันรถยนต์ให้กับรถของคุณ การระบุค่า Deduct สามารถระบุได้ตั้งแต่ 1,000 บาท และสูงสุดถึง 5,000 บาท เมื่อระบุแล้วก็จะได้รับส่วนลดค่าเบี้ยตามจำนวนที่ระบุได้ในทันที และสามารถลดค่าเบี้ยประกันลงได้อีกตามเงื่อนไขการลดค่าเบี้ยประกันในส่วนอื่นๆ แต่การพิจารณาการเลือกระบุค่า Deduct ว่าควรระบุที่เท่าไหร่ดี ควรพิจารณาจากประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญในการขับขี่ ยิ่งมีประสบการณ์มา ยิ่งมีความมั่นใจว่าจะไม่เป็นฝ่ายผิดในอุบัติเหตุ หรือไม่มีโอกาสเกิดการเคลมแบบไม่มีคู่กรณีนั้น ก็ยิ่งสามารถระบุค่า Deduct ได้สูง ถึงแม้ว่าจะเริ่มระบุได้ตั้งแต่ 1,000 บาท แต่โดยทั่วไปมักจะเริ่มระบุค่า Deduct ที่ 2,000 บาท แต่ก็อย่าลืมคำนวณถึงว่าถ้าเกิดอุบัติเหตุที่ตามเงื่อนไขที่ต้องเสียค่า Deduct ให้บริษัทก็จะต้องจ่ายค่า Deduct คราวละ 2,000 บาทตามที่ระบุไว้เช่นกัน และถ้าหากในปีนั้น มีอุบัติเหตุที่เป็นฝ่ายผิด หรือไม่มีคู่กรณีเกิดขึ้นหลายครั้งก็เท่ากับต้องเสียค่า Deduct 2,000 บาทคูณจำนวนครั้งไป

เคลมประกันแบบไม่มีคู่กรณีอย่างไรไม่ให้เสียค่า Excess

        สำหรับการเคลมประกันรถยนต์ชั้น 1 และ 1 Low Cost ที่ให้ความคุ้มครองในกรณีที่ไม่มีคู่กรณี จำเป็นจะต้องระบุสาเหตุที่เกิดรอย หรือแผลต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับรถของคุณให้ได้ เช่น ถ้าหากถอยรถครูดรั้วบ้านก็ต้องมีหลักฐานที่ระบุชัดเจน มีรอยแผลที่ตรงตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ก็จะสามารถเคลมแบบไม่มีคู่กรณีได้

        และการเคลมแบบไม่มีคู่กรณี ในแบบโดนชนแล้วหนี สำหรับประกันรถยนต์ชั้น 2+ และประกันรถยนต์ชั้น 3+ จะไม่ได้ให้ความคุ้มครองอุบัติเหตุแบบไม่มีคู่กรณี หากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ถ้าหากต้องเคลม จำเป็นจะต้องหากหลักฐาน เช่น ภาพจากกล้องหน้ารถ กล้องวงจร ที่สามารถระบุรายละเอียดของคู่กรณีได้อย่างชัดเจน เพื่อให้เป็นหลักฐานในการดำเนินการเคลมแบบรถชนรถได้เช่นกัน เช่นเดียวกันในกรณีนี้ประกันรถยนต์ชั้น 1 และ 1 Low Cost ก็สามารถดำเนินการแบบเดียวกันได้ เพื่อทำการเคลมแบบรถชนรถ

 

ค่าเสียหายส่วนแรกเหมาะกับใคร

      สำหรับค่าเสียหายส่วนแรกคือสิ่งที่เหมาะกับผู้ที่ขับขี่รถด้วยความระมัดระวัง ผู้ที่มีความชำนาญในการขับขี่ หรือผู้ที่ไม่ค่อยได้ใช้รถเป็นประจำ เพราะจะทำให้มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้น้อยกว่าปกติ รวมทั้งจะได้รับส่วนลดเบี้ยประกันจากค่าเสียหายส่วนแรกแบบสมัครใจที่ตกลงจ่ายกับบริษัทหรือค่า Deductible แต่ถ้าหากเกิดความเสียหายผู้ที่ทำประกันจะต้องรับผิดชอบค่าเสียหายส่วนแรกตามที่ได้กำหนดเอาไว้

 

สรุปค่าบทความค่าเสียหายส่วนแรกคืออะไร และค่า Excess กับค่า Deductible

      สุดท้ายนี้ สำหรับบทความค่าเสียหายส่วนแรกคืออะไร สามารถสรุปได้ง่าย ๆ สำหรับ “ค่าเสียหายส่วนแรก” ในกรณีที่เกิดการเคลมแบบไม่มีคู่กรณี หรือไม่สามารถระบุสาเหตุได้

1.ประกันรถยนต์ชั้น 1

        หากระบุค่า Deduct จะต้องจ่ายค่า Deduct ตามจำนวนที่ระบุไป (สามารถระบุได้ 1,000 – 5,000 บาท) + ค่า Excess 1,000 บาท/เหตุการณ์

2.ประกันรถยนต์ชั้น 1 Low Cost

        จะมีการกำหนดค่า Deduct มาให้จากทางบริษัทประกันภัยแล้ว โดยทั่วไป จะระบุไว้ที่ 3,000 บาท + ค่า Excess 1,000 บาท/เหตุการณ์

3.ประกันรถยนต์ชั้น 2+ และประกันรถยนต์ชั้น 3+

        เนื่องจากประกันไม่ได้ให้ความคุ้มครองอุบัติเหตุแบบไม่มีคู่กรณี ดังนั้นไม่ต้องจ่ายค่า Excess แต่ถ้าหากต้องการซ่อมรถ จะต้องเป็นเจ้าของรถ เป็นฝ่ายดำเนินการ และรับผิดชอบค่าซ่อมเอง แต่ประกันรถยนต์ชั้น 2+ และประกันรถยนต์ชั้น 3+ ยังสามารถระบุค่า Deduct ได้ตามจำนวนที่บริษัทประกันระบุไว้คือ 2,000 บาท

      อย่างไรก็ตาม บทความนี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะทำให้หลายคนเข้าใจตรงกันแล้วว่าค่าเสียหายส่วนแรกคืออะไร ค่า Excess และค่า Deductible มีความแตกต่างกันอย่างไร และสิ่งสำคัญนอกเหนือไปกว่านั้นคือการขับขี่รถด้วยความระมัดระวัง เคารพกฎจราจร เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับคุณตลอดการเดินทาง สำหรับใครที่กำลังมองหาประกันออนไลน์ที่ให้ความคุ้มครองรถยนต์ในราคาสบายกระเป๋าสามารถเข้ามาเปรียบเทียบเบี้ยประกัน และสอบถามขอคำปรึกษากับ SILKSPAN ที่พร้อมให้คำปรึกษากับทุกท่านได้ในทันที

 


เขียนโดย : SILKSPAN SPECIALIST
เผยแพร่วันที่ : 25/09/2023
โปรโมชั่นแนะนำ
Staff Call Center
“เช็กเบี้ยประกันรถ เซฟกว่าเดิม 30%”