มาตรการรถยนต์ไฟฟ้า EV 3.5 vs EV 3.0 ต่างกันยังไง? รู้ไว้ก่อนซื้อรถ EV
สำหรับตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทยในปัจจุบัน ถือว่ากำลังเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย ด้วยการสนับสนุนจากทางภาครัฐผ่านมาตรการ EV 3.0 ที่ได้สิ้นสุดลง และถูกแทนที่ด้วยมาตรการ EV 3.5 ซึ่งทางรัฐบาลได้ให้เงินอุดหนุนทั้งผู้ซื้อและผู้ผลิต เพื่อผลักดันตลาดรถไฟฟ้า EV ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนตามเป้าหมาย EV30@30
ซึ่งถ้าหากคุณต้องการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในยุค EV 3.5 นั้น คุณอาจจะยังสงสัยอยู่ว่า คุณจะได้รับสิทธิประโยชน์อะไรอยู่บ้าง? สองมาตรการนี้ต่างกันมากน้อยเพียงใด? วันนี้ SILKSPAN จะพาคุณไปทำความเข้าใจความต่างของทั้งสองมาตรการ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้คุณเลือกซื้อรถยนต์ EV ได้อย่างคุ้มค่าที่สุดกันค่ะ
Key Takeaways
- เป้าหมายหลัก : เป็นการต่อยอดเพื่อผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV Hub) ตามนโยบาย EV30@30 โดยเน้นความยั่งยืนมากกว่าแค่การกระตุ้นยอดขายในช่วงแรก
- สิทธิประโยชน์ที่ปรับเปลี่ยน : ในมาตรการ EV 3.5 เงินอุดหนุนลดลงเหลือสูงสุด 100,000 บาท (จากเดิม 150,000 บาท ในยุค EV 3.0) แต่ยังคงสิทธิลดภาษีสรรพสามิตเหลือ 2% และลดอากรนำเข้าสูงสุด 40% ไว้เช่นเดิม
- ตลาดสมบูรณ์และคุ้มค่ากว่า : ปัจจุบันตลาดรถ EV มีการแข่งขันสูง ทำให้ผู้ซื้อได้รถยนต์ไฟฟ้าสเปกสูงในราคาที่ถูกลง พร้อมสถานีชาร์จที่ทั่วถึงมากกว่ายุคเริ่มแรกอย่างมาตรการ EV 3.0
- ความสำคัญของความคุ้มครอง : แม้ในยุค EV 3.5 เทคโนโลยีจะเสถียรขึ้น แต่แบตเตอรี่และระบบไฟยังมีราคาสูงอยู่ การเลือกทำประกันภัยรถชั้น 1 สำหรับรถ EV ที่คุ้มครองครอบคลุมถึงแบตเตอรี่ และเครื่องชาร์จ (Wallbox) จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
ทำความรู้จัก มาตรการ EV คืออะไร ?
มาตรการ EV (Electric Vehicle) คือนโยบายสนับสนุนจากทางภาครัฐ ที่ออกแบบมาเพื่อผลักดันประเทศไทยให้ก้าวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างแพร่หลายมากขึ้น
โดยทางภาครัฐได้ให้เงินอุดหนุน การลดภาษีนำเข้า และการลดภาษีสรรพสามิต เพื่อให้รถยนต์ไฟฟ้านั้นเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ในขณะเดียวกันยังส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของภูมิภาค (EV Hub) ผ่านเงื่อนไขการตั้งโรงงานผลิตชดเชยในประเทศไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืนตามเป้าหมาย EV30@30
เจาะลึก มาตรการรถยนต์ไฟฟ้า EV 3.0 คืออะไร ?
มาตรการ EV 3.0 คือนโยบายสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าระยะแรก (สิ้นสุดลงแล้ว) มีเวลาในการดำเนินโครงการตั้งแต่ ปี 2565 – 2568 (จดทะเบียนได้ถึง 31 ม.ค. 2569) ซึ่งทางภาครัฐได้ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยอย่างเร่งด่วน ควบคู่ไปกับการดึงดูดค่ายรถยนต์ให้เข้ามาลงทุน ตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย เพื่อเปลี่ยนผ่านไทยสู่อุตสาหกรรมรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ยั่งยืน
เงื่อนไข มาตรการ EV 3.0 มีอะไรบ้าง ?
ในการรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ทั้งผู้ซื้อและผู้ผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าจำเป็นต้องทำความเข้าใจรายละเอียดของมาตรการ EV 3.0 ที่กำหนดไว้ ดังนี้
รถยนต์ไฟฟ้านั่ง/รถโดยสาร (ไม่เกิน 10 คน) ประเภท BEV
- ราคาขาย ไม่เกิน 2 ล้านบาท
- แบตเตอรี่
-
- ขนาดความจุตั้งแต่ 10 กิโลวัตต์ชั่วโมง แต่ต่ำกว่า 30 กิโลวัตต์ชั่วโมง รับเงินอุดหนุนคันละ 70,000 บาท
-
- ขนาดความจุตั้งแต่ 30 กิโลวัตต์ชั่วโมงขึ้นไป รับเงินอุดหนุนคันละ 150,000 บาท
รถกระบะไฟฟ้า (EV Pickup)
- ราคาขาย ไม่เกิน 2 ล้านบาท (เฉพาะผลิตในประเทศไทย)
- แบตเตอรี่ ขนาดความจุตั้งแต่ 30 กิโลวัตต์ชั่วโมงขึ้นไป รับเงินอุดหนุนคันละ 150,000 บาท
รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ประเภท BEV
- ราคาขาย ไม่เกิน 150,000 บาท
- แบตเตอรี่ ขนาดความจุตั้งแต่ 3 กิโลวัตต์ชั่วโมงขึ้นไป รับเงินอุดหนุนคันละ 18,000 บาท
ภาษีสรรพสามิต
ลดเหลือ 2% (จากปกติ 8%) ราคาขายไม่เกิน 7 ล้านบาท
อากรนำเข้า
ลดสูงสุด 40% (รถยนต์นำเข้าทั้งคัน CBU) ราคาขายไม่เกิน 7 ล้านบาท
เงื่อนไขการผลิตชดเชย
ผู้รับสิทธิต้องผลิตชดเชยให้เท่ากับจำนวนที่นำเข้า ในสัดส่วนที่กำหนด ดังนี้
- ภายในปี 2567 ต้องผลิตคืนในอัตราส่วน 1:1 คัน
(กล่าวคือ นำเข้า 1 คัน ต่อการชดเชยการผลิตในประเทศ 1 คัน)
- ภายในปี 2568 ต้องผลิตคืนในอัตราส่วน 1:1.5 คัน
(กล่าวคือ นำเข้า 1 คัน ต่อการชดเชยการผลิตในประเทศ 1.5 คัน)
เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย EV30@30 โดยมีเป้าหมายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ 225,000 คัน ภายในปี 2025 (2568) และ 725,000 คัน ภายในปี 2030 (2573) เทียบเท่า 30% ของกำลังผลิตรถยนต์ของประเทศ
เจาะลึก มาตรการรถยนต์ไฟฟ้า EV 3.5 คืออะไร ?
มาตรการ EV 3.5 คือนโยบายสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าระยะที่ 2 ที่ต่อยอดมาจากระยะแรก โดยมีเวลาในการดำเนินโครงการตั้งแต่ ปี 2567 – 2570 ซึ่งทางภาครัฐได้ออกแบบมาเพื่อ ผลักดันให้ประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของภูมิภาค (EV Hub) อย่างต่อเนื่อง
โดยหัวใจสำคัญของมาตรการ EV ในรอบนี้ คือการสร้างสมดุลระหว่างการมอบสิทธิประโยชน์เพื่อกระตุ้นยอดขาย และการสนับสนุนให้ผู้ผลิตเร่งสร้างฐานการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในไทยอย่างเป็นรูปธรรม
เงื่อนไข มาตรการ EV 3.5
ในการรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ผู้ที่สนใจจำเป็นต้องทำความเข้าใจรายละเอียด และสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่มีการปรับเปลี่ยนไปตามข้อกำหนดใหม่ ดังนี้
รถยนต์ไฟฟ้า ประเภท BEV
- ราคาขาย ไม่เกิน 2 ล้านบาท
- แบตเตอรี่
-
- ขนาดความจุต่ำกว่า 50 กิโลวัตต์ชั่วโมง รับเงินอุดหนุน ประมาณ 20,000 – 50,000 บาท/คัน
-
- ขนาดความจุตั้งแต่ 50 กิโลวัตต์ชั่วโมงขึ้นไป รับเงินอุดหนุน ประมาณ 50,000 – 100,000 บาท/คัน
รถกระบะไฟฟ้า (EV Pickup)
- ราคาขาย ไม่เกิน 2 ล้านบาท (เฉพาะผลิตในประเทศไทย)
- แบตเตอรี่ ขนาดความจุตั้งแต่ 50 กิโลวัตต์ชั่วโมงขึ้นไป รับเงินอุดหนุน ประมาณ 50,000 – 100,000 บาท/คัน
รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ประเภท BEV
- ราคาขาย ไม่เกิน 150,000 บาท
- แบตเตอรี่ ขนาดความจุตั้งแต่ 3 กิโลวัตต์ชั่วโมงขึ้นไป รับเงินอุดหนุน ประมาณ 5,000 – 10,000 บาท/คัน
ภาษีสรรพสามิต
ลดเหลือ 2% (จากปกติ 8%) ราคาขายไม่เกิน 7 ล้านบาท
อากรนำเข้า
ลดสูงสุด 40% (รถยนต์นำเข้าทั้งคัน CBU) ราคาขายไม่เกิน 7 ล้านบาท (สิ้นสุดปี 2568)
เงื่อนไขการผลิตชดเชย
ผู้รับสิทธิต้องผลิตชดเชยให้เท่ากับจำนวนที่นำเข้าในสัดส่วนที่กำหนด ดังนี้
- ภายในปี 2569 ต้องผลิตคืนในอัตราส่วน 1:2 คัน
(กล่าวคือ นำเข้า 1 คัน ต่อการชดเชยการผลิตในประเทศ 2 คัน)
- ภายในปี 2570 ต้องผลิตคืนในอัตราส่วน 1:3 คัน
(กล่าวคือ นำเข้า 1 คัน ต่อการชดเชยการผลิตในประเทศ 3 คัน)
เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมาย EV30@30 โดยมีเป้าหมายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ 225,000 คัน ภายในปี 2025 (2568) และ 725,000 คัน ภายในปี 2030 (2573) เทียบเท่า 30% ของกำลังผลิตรถยนต์ของประเทศ
เทียบความต่างมาตรการ EV 3.5 vs EV 3.0 ที่ต้องรู้

ระยะเวลาโครงการ
- EV 3.5 2567 – 2570
- EV 3.0 2565 – 2568 (จดทะเบียนได้ถึง 31 มกราคม 2569)
เงินอุดหนุนสูงสุด
- EV 3.5 สูงสุด 100,000 บาท/คันในสำหรับการออกรถในปีแรก (2567)
และรัฐบาลจะมอบเงินอุดหนุนให้ลดหลั่นตามเงื่อนไขปีที่ออกรถ โดยจะได้รับเงินอุดหนุน 75,000 บาท/คัน สำหรับการออกรถในปี 2568 และ 50,000 บาท/คัน สำหรับการออกรถในช่วงปี 2569-2570
- EV 3.0 สูงสุด 150,000 บาท/คันตลอดโครงการปี 2565-2568
เพดานราคารถยนต์ไฟฟ้า
- ไม่เกิน 2 ล้านบาท (ทั้งสองมาตรการ)
เงื่อนไขการผลิตชดเชย
- EV 3.5
- นำเข้า 1 : ผลิตคืน 2 (ภายในปี 69)
- นำเข้า 1 : ผลิตคืน 3 (ภายในปี 70)
- EV 3.0
- นำเข้า 1 : ผลิตคืน 1 (ภายในปี 67)
- นำเข้า 1 : ผลิตคืน 1.5 (ภายในปี 68)
เป้าหมายสำคัญของโครงการ
- EV 3.5 เน้นสร้างฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศไทย
- EV 3.0 เน้นสร้างตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย
กลยุทธ์หลัก
- EV 3.5 เน้นเงื่อนไขการผลิตชดเชย เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตของภูมิภาค (EV Hub)
- EV 3.0 เน้นสนับสนุนเงินอุดหนุน เพื่อดึงดูดผู้บริโภค
3 จุดเด่นมาตรการ EV 3.5 ที่ต้องรู้ไว้ก่อนซื้อรถยนต์ไฟฟ้า

สำหรับการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้มาตรการ EV 3.5 นั้น มี 3 จุดเด่นหลักที่ถือเป็น “หัวใจสำคัญ” ที่ช่วยในการตัดสินใจซื้อรถยนต์พลังงานไฟฟ้าได้อย่างคุ้มค่า ดังนี้
1. สิทธิประโยชน์ที่ “ลดลงแต่ยังคุ้มค่า”
แม้เงินอุดหนุนจากภาครัฐจะไม่สูงเท่ามาตรการในระยะแรก แต่การซื้อรถ EV ในปัจจุบัน ภายใต้มาตรการ EV 3.5 นั้นยังถือว่าเป็น “โอกาสสำคัญ” ที่จะได้รับเงินอุดหนุนจากทางภาครัฐ สูงสุด 100,000 บาท/คัน (ลดหลั่นตามเงื่อนไข) ก่อนที่มาตรการ EV 3.5 จะสิ้นสุดลงในปี 2570
2. ความมั่นใจใน “อะไหล่และบริการ” จากฐานผลิตในไทย
จากการที่ทางภาครัฐได้ผลักดันไทยให้เป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของภูมิภาค (EV Hub) ส่งผลให้เกิดการผลิตภายในประเทศไทย (Local Production) ซึ่งนั่นหมายความว่า ความกังวลเรื่อง “รออะไหล่นาน” และการบริการหลังการขายจะน้อยลงมาก เพราะมีห่วงโซ่อุปทาน และศูนย์บริการที่มั่นคงกว่าระยะเริ่มแรก
3. ตลาดมีความสมบูรณ์ จนเกิดการแข่งขันที่ “ผู้บริโภคเป็นผู้ชนะ”
สำหรับตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทยในปัจจุบัน ไม่ได้มีอยู่แค่ 2-3 แบรนด์เหมือนระยะแรก แต่เป็นช่วงที่ตลาดเติบโตเต็มที่ (Mature) จนทำให้เกิดสงครามราคา และการอัปเกรดสเปกที่สูงขึ้นในราคาที่ถูกลง พร้อมสถานีชาร์จ (Charging Station) ที่ครอบคลุมไปถึงระดับอำเภอ และห้างสรรพสินค้า ทำให้ความกังวลเรื่องแบตเตอรี่เสื่อมจนหมดกลางทางนั้นลดลงไป เมื่อเทียบกับมาตรการระยะแรก
บทสรุป ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในยุค EV 3.5 นอกจากประหยัดแล้ว ต้อง “คุ้มครอง” ให้ถึงที่สุด
แม้ว่ามาตรการ EV 3.5 จะให้เงินอุดหนุนน้อยกว่ามาตรการระยะแรก แต่เทคโนโลยีรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในปัจจุบันนั้นเสถียรขึ้น และมีตัวเลือกหลากหลายกว่าเดิม ทำให้รถ EV สามารถเข้าถึงได้จริงมากขึ้นจากความพร้อมของตลาด เมื่อคุณประหยัดค่ารถจากมาตรการรถยนต์ไฟฟ้าไปได้ถึงหลักแสนแล้ว สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือการดูแล “หัวใจ” ของรถยนต์ EV นั่นก็คือ แบตเตอรี่ เพราะค่าซ่อมหรือเปลี่ยนแบตเตอรี่รถไฟฟ้า EV นั้นสูงกว่ารถทั่วไปมาก
ดังนั้นการเลือก ประกันรถยนต์ไฟฟ้า จึงเป็นตัวช่วยที่ตอบโจทย์ที่สุด โดยเฉพาะ ประกันภัยรถชั้น 1 เพราะไม่ได้คุ้มครองแค่ตัวรถ แต่ยังคุ้มครองความเสียหายต่อแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ที่ครอบคลุมไปถึงเครื่องชาร์จ (Wallbox) และอุปกรณ์ชาร์จไฟด้วย และถ้าหากคุณเลือกไม่ได้ว่าจะทำประกันรถยนต์ที่ไหนดี เข้ามาเปรียบเทียบฟรีแบบไม่มีค่าใช้จ่ายได้ที่ SILKSPAN เพื่อการขับรถยนต์ EV อย่างมั่นใจ ไม่ต้องกังวลค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
- Facebook : SILKSPAN
- Instagram : silkspan
- Line Official : @SILKSPAN
- X (twitter) : SILKSPAN
- Youtube : SILKSPAN
- TikTok : silkspan
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: ส่วนลดเงินอุดหนุน (Subsidy) EV 3.5 ต่างจาก EV 3.0 อย่างไร ?
A: เงินอุดหนุนในมาตรการ EV 3.5 “ลดลง” จากเดิมค่ะ โดย EV 3.0 เคยให้สูงสุดถึง 150,000 บาท/คัน แต่ EV 3.5 ปรับลดลงเหลือสูงสุดที่ 100,000 บาท/คัน เพื่อให้สอดคล้องกับการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่เริ่มมีความเสถียรมากขึ้นค่ะ
Q: แม้เงินอุดหนุนจะน้อยลง แต่ทำไมการซื้อรถในยุค EV 3.5 ถึงยังคุ้มค่า?
A: เพราะผู้บริโภคจะได้ “ตลาดที่สมบูรณ์กว่า” ค่ะ ปัจจุบันมีการแข่งขันสูงขึ้นทำให้ค่ายรถอัปเกรดสเปกในราคาที่ถูกลง มีตัวเลือกแบรนด์ที่หลากหลาย มีความมั่นใจเรื่องอะไหล่และการบริการมากขึ้น จากการที่มีโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าตั้งอยู่ในประเทศไทยโดยตรง
Q: เมื่อซื้อรถยนต์ไฟฟ้า แล้ว ทำไมถึงต้องทำประกันภัยรถชั้น 1?
A: เพราะ “แบตเตอรี่” คือหัวใจสำคัญที่มีราคาสูงที่สุดของรถ EV ค่ะ ซึ่งประกันภัยรถชั้น 1 ไม่ได้คุ้มครองแค่ตัวรถ แต่ยังครอบคลุมความเสียหายของแบตเตอรี่ เครื่องชาร์จ (Wallbox) และอุปกรณ์เสริมต่างๆ ช่วยให้คุณไม่ต้องกังวลกับค่าใช้จ่ายก้อนโตที่อาจเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด