วิธีเช็กอาการน้ำมันเครื่องรั่วซึม สัญญาณเตือนภัยก่อนเครื่องพัง!
สำหรับคนใช้รถทุกคน “น้ำมันเครื่อง” เปรียบเสมือนเลือดที่หล่อเลี้ยงหัวใจสำคัญอย่าง “เครื่องยนต์” ให้ทำงานได้อย่างราบรื่น แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ เช่น มีรอยหยดน้ำที่พื้นโรงรถ หรือได้กลิ่นเหม็นไหม้แปลกๆ นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนภัยเงียบที่บอกว่ารถของคุณกำลังป่วยด้วยอาการ “น้ำมันเครื่องรั่วซึม”
หลายคนมักชะล่าใจคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย เดี๋ยวค่อยซ่อมก็ได้ แต่รู้ไหมครับว่าการปล่อยให้ น้ำมันเครื่องรถยนต์ รั่วไหลจนแห้ง อาจนำไปสู่หายนะที่เรียกว่า “เครื่องน็อก” หรือ “ชาร์ปละลาย” ซึ่งค่าซ่อมอาจพุ่งสูงถึงหลักแสนบาท! วันนี้ SILKSPAN จะพาคุณไปดูวิธีสังเกตอาการน้ำมันเครื่องรั่วด้วยตัวเอง แยกแยะสาเหตุ และวิธีรับมือเบื้องต้น เพื่อให้คุณดูแลรถลูกรักให้ปลอดภัยก่อนที่จะสายเกินไปครับ
Key Takeaways
- สังเกตสัญญาณเตือน: รอยหยดใต้ท้องรถ กลิ่นไหม้ และควันขาว คือ 3 สัญญาณหลักที่บอกว่ารถของคุณกำลังมีปัญหาน้ำมันเครื่อง
- รั่ว vs ซึม: “ซึม” คือคราบเกาะผิวเครื่อง ยังพอขับต่อได้รอซ่อม แต่ถ้า “รั่ว” เป็นหยดลงพื้น ต้องรีบเข้าอู่ทันที
- สาเหตุหลัก: ส่วนใหญ่มักเกิดจากซีลยางและปะเก็นเสื่อมสภาพตามอายุการใช้งาน หรืออ่างน้ำมันเครื่องชำรุด
- ความอุ่นใจ: หากเกิดเหตุฉุกเฉิน ลูกค้า SILKSPAN มีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชม. พร้อมดูแลให้คุณเดินทางต่อได้อย่างมั่นใจ
น้ำมันเครื่องรั่วซึม คืออะไร? เรื่องใหญ่แค่ไหน?
น้ำมันเครื่องรั่วซึม คือภาวะที่น้ำมันหล่อลื่นภายในเครื่องยนต์ไหลออกมาภายนอก หรือเล็ดลอดเข้าไปในห้องเผาไหม้ ซึ่งปกติแล้วระบบเครื่องยนต์จะเป็นระบบปิดที่ซีลสนิทเพื่อรักษาแรงดันและปริมาณน้ำมันให้คงที่ เมื่อเกิดรอยรั่วปริมาณน้ำมันเครื่องจะลดลงเรื่อยๆ จนไม่เพียงพอต่อการหล่อลื่นชิ้นส่วนโลหะภายใน ส่งผลให้เกิดการเสียดสี ความร้อนสะสม และนำไปสู่ความเสียหายรุนแรง
การรั่วซึมไม่ได้เกิดขึ้นปุบปับเสมอไป แต่อาจค่อยๆ เกิดขึ้นจากความเสื่อมสภาพของอุปกรณ์ ดังนั้นการหมั่นสังเกต น้ำมันเครื่องรถของเราอยู่เสมอจึงเป็นเรื่องสำคัญมากครับ
5 วิธีเช็กอาการน้ำมันเครื่องรั่วซึม ด้วยตัวเองง่ายๆ

คุณไม่จำเป็นต้องเป็นช่างยนต์ก็สามารถตรวจสอบเบื้องต้นได้ว่ารถของคุณมีอาการน่าเป็นห่วงหรือไม่ ด้วย 5 วิธีสังเกตดังนี้:
1. สังเกตรอยหยดที่พื้น (The Puddle Test)
วิธีที่ง่ายที่สุดคือการสังเกตพื้นโรงรถหลังจากจอดรถทิ้งไว้ข้ามคืน หากพบว่ามีน้ำมันเครื่องหยดใต้ท้องรถ ให้ลองสังเกต “สี” ของของเหลวนั้นเพื่อแยกแยะชนิดของน้ำมัน:
- สีน้ำตาลเข้มหรือดำ: มีความหนืดและลื่น นี่คือน้ำมันเครื่อง (Engine Oil) ชัดเจนครับ มักหยดบริเวณใต้เครื่องยนต์
- สีแดงหรือสีชมพู: หากหยดบริเวณกึ่งกลางรถหรือเพลา มักเป็นน้ำมันเกียร์ (Transmission Fluid) หรือน้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์
- สีเขียวหรือสีฟ้า: มักเป็นน้ำยาหล่อเย็น (Coolant) จากหม้อน้ำไม่ใช่น้ำมัน
2. กลิ่นเหม็นไหม้ขณะขับขี่
หากขับรถอยู่แล้วได้กลิ่นเหม็นไหม้เหมือนยางหรือน้ำมันไหม้โชยเข้ามาในห้องโดยสาร เป็นไปได้ว่ามีการรั่วซึมของน้ำมันเครื่องแล้วหยดลงไปโดนท่อไอเสียหรือชิ้นส่วนเครื่องยนต์ที่มีความร้อนจัด จนเกิดการเผาไหม้และส่งกลิ่นออกมา
3. ควันขาวออกจากท่อไอเสีย
ปกติควันจากท่อไอเสียควรจะจางจนแทบมองไม่เห็น แต่ถ้าสตาร์ทรถหรือเร่งเครื่องแล้วมี “ควันขาว” พวยพุ่งออกมา แสดงว่า น้ำมันเครื่องรถยนต์รั่วเข้าไปในห้องเผาไหม้ (อาการกินน้ำมันเครื่อง) ซึ่งมักเกิดจากแหวนลูกสูบหลวมหรือยางตีนวาล์วเสื่อมสภาพ
4. ไฟเตือนรูปกาน้ำมันเครื่องโชว์
นี่คือสัญญาณอันตรายระดับสีแดง! หากไฟเตือนรูปกาน้ำมันเครื่องโชว์บนหน้าปัดขณะเครื่องยนต์ทำงาน แสดงว่าแรงดันน้ำมันเครื่องต่ำผิดปกติ อาจเกิดจากปั๊มน้ำมันเครื่องเสีย หรือ น้ำมันเครื่อง รั่วออกจนเหลือน้อยมาก ต้องจอดรถและดับเครื่องทันที ห้ามฝืนขับต่อเด็ดขาด
5. ระดับน้ำมันเครื่องหายผิดปกติ
หมั่นดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องขึ้นมาเช็กอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หากพบว่าระดับน้ำมันลดลงต่ำกว่าขีด Low ทั้งที่เพิ่งเติม หรือลดลงเร็วกว่าปกติทั้งที่ไม่ได้ขับทางไกล สันนิษฐานได้เลยว่าต้องมีจุดรั่วซึมแน่นอน
“รั่ว” กับ “ซึม” ต่างกันอย่างไร?
คำว่า น้ำมันเครื่อง รั่ว ซึม แม้จะฟังดูคล้ายกัน แต่ระดับความรุนแรงต่างกันครับ การแยกแยะได้จะช่วยให้คุณประเมินสถานการณ์ได้ถูกต้อง:
- การซึม (Seeping): คือการที่มีคราบน้ำมันเกาะชื้นๆ บริเวณรอยต่อของเครื่องยนต์ มีฝุ่นเกาะเป็นคราบดำเหนียว แต่ไม่ถึงกับหยดลงพื้น
- ความเร่งด่วน: ยังพอขับใช้งานได้ แต่ต้องหมั่นเช็กระดับน้ำมันเครื่องบ่อยๆ และควรหาเวลาไปเปลี่ยนซีลยางเมื่อสะดวก
- การรั่ว (Leaking): คือการที่มีรถน้ำมันเครื่องหยดลงพื้นเป็นดวงๆ หรือไหลออกมาเป็นทางอย่างเห็นได้ชัด
- ความเร่งด่วน: อันตรายมาก! ควรรีบนำรถเข้าอู่เพื่อซ่อมแซมทันที เพราะน้ำมันอาจหมดแคร้งได้ในเวลารวดเร็ว
สาเหตุยอดฮิตที่ทำให้น้ำมันเครื่องรั่ว
ทำไมอยู่ดีๆ รถถึงมีอาการน้ำมันเครื่องรั่ว? สาเหตุหลักๆ มักมาจากอายุการใช้งานของชิ้นส่วนเหล่านี้ครับ:
- ปะเก็นฝาครอบวาล์วเสื่อม: เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด ยางปะเก็นที่โดนความร้อนนานๆ จะแข็ง กรอบ และแตก ทำให้น้ำมันซึมออกมาเปรอะเปื้อนเครื่องยนต์
- ซีลยางต่างๆ หมดอายุ: เช่น ซีลท้ายเครื่อง ซีลข้อเหวี่ยงหน้า เมื่อยางหมดสภาพจะไม่สามารถกันน้ำมันได้
- น็อตถ่ายน้ำมันเครื่องหลวม/เกลียวหวาน: เกิดจากการขันน็อตไม่แน่น หรือแหวนรองน็อตชำรุด ทำให้น้ำมันซึมออกมาทีละนิด
- กรองน้ำมันเครื่องไม่แน่น: หากใส่กรองน้ำมันเครื่องไม่ตรงเกลียว หรือซีลยางของกรองชำรุด ก็ทำให้รั่วได้เช่นกัน
- อ่างน้ำมันเครื่องชำรุด: มักเกิดจากการขับรถกระแทกหินหรือลูกระนาด จนอ่างน้ำมันเครื่องร้าวหรือทะลุ ทำให้น้ำมันเครื่องหยดใต้ท้องรถอย่างรุนแรง
อันตรายของการปล่อยให้น้ำมันเครื่องแห้ง

น้ำมันเครื่องทำหน้าที่หล่อลื่นและระบายความร้อน หากปล่อยให้รั่วจนแห้ง จะเกิดผลเสียร้ายแรงตามมา:
- เครื่องยนต์ร้อนจัด (Overheat): เพราะขาดตัวช่วยระบายความร้อน
- ชิ้นส่วนสึกหรอรวดเร็ว: ลูกสูบ แหวน และกระบอกสูบเสียดสีกันโดยตรง
- เครื่องยนต์น็อก (Engine Seizure): หรืออาการชาร์ปละลาย คือที่สุดของความเสียหาย เครื่องยนต์จะหยุดทำงานทันที สตาร์ทไม่ติด และต้อง “ยกเครื่องใหม่” หรือ Overhaul ซึ่งค่าใช้จ่ายสูงหลักแสนบาท!
ทางออกและความอุ่นใจ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
การดูแลรถเป็นสิ่งสำคัญ แต่เหตุสุดวิสัยย่อมเกิดขึ้นได้ หากคุณพบว่ารถน้ำมันเครื่องหยดอย่างรุนแรงกลางทาง หรือเครื่องยนต์น็อกจนขับต่อไม่ได้ สิ่งแรกที่ต้องทำคือตั้งสติ และนำรถเข้าจอดในที่ปลอดภัย
แต่จะดีกว่าไหม? ถ้าคุณมีความอุ่นใจติดรถไว้เสมอ สำหรับลูกค้าที่ทำประกันรถยนต์ กับ SILKSPAN เรามีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง (Roadside Assistance) ที่พร้อมดูแลคุณในยามคับขัน ไม่ว่าจะเป็น:
- บริการรถยก/รถลาก หากรถเสียจนขับไม่ได้
- บริการช่างซ่อมเบื้องต้น ณ จุดเกิดเหตุ
- บริการเติมน้ำมันฉุกเฉิน
ไม่ว่าคุณจะใช้ประกันรถยนต์ชั้น 1 หรือชั้นอื่นๆ ที่ร่วมรายการ การมีผู้ช่วยมืออาชีพพร้อมสแตนด์บาย ย่อมทำให้การเดินทางของคุณปลอดภัยและไร้กังวลมากยิ่งขึ้น
สรุป วิธีเช็กอาการน้ำมันเครื่องรั่วซึม เพื่อรถที่คุณรัก
การหมั่นสังเกตอาการน้ำมันเครื่องรั่ว ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่ก้มดูใต้ท้องรถ สังเกตกลิ่น และควัน หรือหมั่นเช็กก้านวัดระดับน้ำมันเครื่องเป็นประจำ ก็สามารถช่วยเซฟเงินค่าซ่อมหลักแสน และยืดอายุการใช้งานของรถให้ยาวนานขึ้นได้
อย่ารอให้เห็นน้ำมันเครื่องหยดใต้ท้องรถจนเจิ่งนอง แล้วค่อยแก้ไข เพราะความเสียหายอาจลุกลามเกินเยียวยา และอย่าลืมว่าการมีประกันรถยนต์ที่ครอบคลุม พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉินจาก SILKSPAN คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้คุณผ่านพ้นทุกปัญหารถเสียไปได้อย่างราบรื่นครับ
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
- Facebook : SILKSPAN
- Instagram : silkspan
- Line Official : @SILKSPAN
- X (twitter) : SILKSPAN
- Youtube : SILKSPAN
- TikTok : silkspan
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: น้ำมันเครื่องซึมนิดหน่อย ขับต่อได้ไหม?
A: หากเป็นแค่คราบซึมๆ และระดับน้ำมันเครื่องยังไม่ลดลงต่ำกว่าเกณฑ์ สามารถขับต่อได้ครับ แต่ต้องหมั่นเช็กระดับน้ำมันทุกวัน และควรหาเวลาเข้าอู่เพื่อเปลี่ยนซีลยางโดยเร็วที่สุด ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นานเพราะอาจลามเป็นการรั่วหนักได้
Q: ค่าซ่อมน้ำมันเครื่องรั่ว แพงไหม?
A: ขึ้นอยู่กับจุดที่รั่วครับ หากเป็นแค่แหวนรองน็อตถ่ายน้ำมันเครื่อง ราคาหลักสิบถึงหลักร้อย หากเป็นปะเก็นฝาครอบวาล์ว ราคาหลักร้อยถึงพันต้นๆ แต่ถ้าเป็นซีลท้ายเครื่องที่ต้องยกเกียร์ออกมาเปลี่ยน ค่าแรงและค่าอะไหล่อาจสูงถึงหลักพันกลางๆ ถึงหลักหมื่นครับ
Q: ประกันชั้น 1 คุ้มครองกรณีน้ำมันเครื่องรั่วไหม?
A: ต้องดูสาเหตุครับ หากรั่วจากการ “เสื่อมสภาพ” (เช่น ซีลยางแข็ง) ประกันจะไม่คุ้มครอง เพราะถือเป็นการบำรุงรักษา แต่ถ้ารั่วจาก “อุบัติเหตุ” เช่น ขับรถคร่อมก้อนหินจนอ่างน้ำมันเครื่องแตก แบบนี้ ประกันรถยนต์ชั้น 1 เคลมได้แน่นอนครับ