เบี้ยดีโดนใจ ประกันภัยชั้น 1 เบี้ยเริ่ม 750 บาท/เดือน พิเศษรับส่วนลดสูงสุด 30% เช็กเบี้ยที่นี่ กับ SILKSPAN

ค่าเสียหายส่วนแรกคืออะไร ทำไมต้องจ่ายแม้ไม่เป็นฝ่ายผิด


ค่าเสียหายส่วนแรก Deductible กับ Excess ต่างกันอย่างไร พร้อมภาพเจ้าหน้าที่ตรวจสอบสภาพรถยนต์

หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า “ค่าเสียหายส่วนแรก” ผ่านหูมาบ้าง แต่อาจยังสับสนว่าจริง ๆ แล้วค่าเสียหายส่วนแรกคืออะไร? ค่า Excess กับค่า Deductible ต่างกันอย่างไร? มาไขข้อสงสัยว่าค่าเสียหายส่วนแรกคืออะไร? เพื่อให้เข้าใจเงื่อนไขกรมธรรม์และสามารถเลือกแผนประกันภัยรถยนต์ที่คุ้มค่าได้ในบทความนี้

Key Takeaways

  • ค่าเสียหายส่วนแรกคือจำนวนเงินที่ผู้เอาประกันต้องจ่ายเองเมื่อเกิดอุบัติเหตุตามเงื่อนไขที่กำหนด เพื่อป้องกันการเคลมพร่ำเพรื่อ
  • ค่าเสียหายส่วนแรกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ ค่า Excess (ภาคบังคับเมื่อไม่มีคู่กรณี) และ ค่า Deductible (ภาคสมัครใจเพื่อแลกส่วนลดเบี้ยประกัน)
  • การเลือกประกันที่มีค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible) เหมาะสำหรับผู้ที่ขับรถดี มีความชำนาญ เพราะช่วยลดเบี้ยประกันรายปีลงได้ถึงหลักพันบาท

ค่าเสียหายส่วนแรกคืออะไร

ค่าเสียหายส่วนแรกคือจำนวนเงินที่ผู้เอาประกันภัยต้องจ่ายเพิ่มให้กับบริษัทประกันภัยเมื่อมีการแจ้งเคลมประกันตามที่ คปภ. กำหนด เพื่อเป็นการป้องกันในกรณีที่แจ้งเคลมซ่อมรถแต่ไม่ได้มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นจริง หรือจากการขับรถด้วยความประมาท ซึ่งค่าเสียหายส่วนแรกสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ ค่า Excess และค่า Deductible

ค่าเสียหายส่วนแรก มีกี่แบบ

รถยนต์จำลองสีขาวบนโต๊ะทำงาน พร้อมมือที่กำลังจับตัวรถ สื่อถึงการคุ้มครองประกันภัยรถยนต์

เมื่อรู้แล้วว่าค่าเสียหายส่วนแรกคืออะไร เรามาทำความรู้จักค่าเสียหายส่วนแรกที่ถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ตามลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกัน เพื่อให้คุณสามารถเข้าใจได้มากขึ้นว่า ค่าเสียหายส่วนแรกทั้ง 2 แบบนั้นทำงานแตกต่างกันอย่างไร

ค่าเสียหายส่วนแรกแบบ Excess

ค่า Excess (ค่าเอกเซส) คือค่าเสียหายส่วนแรกภาคบังคับที่เกิดขึ้นเฉพาะกับการเคลมประกันภัยชั้น 1 ซึ่งเป็นค่าเสียหายส่วนแรกของผู้เอาประกันภัยที่จะต้องจ่ายให้กับบริษัทประกันเมื่อต้องนำรถเข้าซ่อมที่ศูนย์หรืออู่ซ่อมรถ โดยจะต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกเริ่มต้นที่ 1,000 บาทต่อเหตุการณ์ ในกรณีที่ผู้เอาประกันแจ้งเคลมอุบัติเหตุรถชนแบบไม่ทราบคู่กรณี ไม่สามารถแจ้งรายละเอียดคู่กรณี ความประมาทของผู้ขับขี่ หรือไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน ยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่จะต้องจ่ายค่า Excess เช่น

  • การถูกชนแล้วหนี หาคู่กรณีไม่ได้ หรือไม่มีหลักฐานบ่งบอกคู่กรณี
  • รถมีรอยโดนขีดข่วน สร้างความเสียหายเช่น สีลอก
  • หิน หรือวัตถุใด ๆ กระเด็นใส่รถจนทำให้เกิดความเสียหาย
  • รถครูดเสา ฟุตบาท หรือตกหลุม
  • รถเหยียบตะปู หรือของมีคมอื่น ทำให้ยางฉีก
  • รถถูกสัตว์กัดแทะ เช่น สุนัขกัดรถ หรือแมวข่วน

ค่าเสียหายส่วนแรกแบบ Deductible

ในส่วนค่า Deductible คือค่าเสียหายส่วนแรกที่ผู้เอาประกันยินยอมจ่ายให้กับบริษัทประกันภัยด้วยความสมัครใจในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุและต้องการเคลมรถ โดยที่เป็นฝ่ายผิดและมีคู่กรณี ซึ่งตามข้อตกลงในกรมธรรม์จะต้องจ่ายค่าเสียหายในส่วนแรกเริ่มต้นที่ 2,000 – 5,000 บาท แต่ในกรณีที่เราเป็นฝ่ายถูกจะไม่ต้องเสียค่าเสียหายส่วนแรก และยังสามารถนำไปลดค่าเบี้ยประกันได้อีกด้วย

ค่า Excess กับ Deductible ต่างกันอย่างไร

ผู้ขับขี่โทรศัพท์แจ้งเคลมประกันรถยนต์ หลังเกิดอุบัติเหตุบริเวณด้านหน้ารถ

สำหรับค่า Excess และค่า Deductible ถ้าจะพูดถึงภาพรวมเพื่อให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจได้ง่ายที่สุด นั่นก็คือ หากเกิดอุบัติเหตุขับรถยนต์ไปชนกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ติดอยู่บนพื้นดินหรือพื้นถนนจะสามารถเคลมได้โดยไม่ต้องเสียค่า Excess แต่ถ้าความเสียหายเกิดจากสิ่งของตกกระทบ กระเด็นใส่ หรือมีคนตั้งใจทำให้เกิดจะต้องจ่ายค่า Excess เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น มาดูกันว่าค่า Excess และค่า Deductible มีความแตกต่างกันอย่างไร

หัวข้อเปรียบเทียบ

ค่า Excess (ภาคบังคับ)

ค่า Deductible (ภาคสมัครใจ)

ประเภท

ภาคบังคับตามเกณฑ์ คปภ.

ภาคสมัครใจ (เลือกใส่หรือไม่ใส่ก็ได้)

เงื่อนไขการจ่าย

เคลมแบบไม่มีคู่กรณี / ไม่ทราบสาเหตุ / ผิดเงื่อนไข

เคลมแบบมีคู่กรณี แต่เราเป็นฝ่ายผิด

จำนวนเงิน

ขั้นต่ำ 1,000 บาท ต่อเหตุการณ์

1,000 – 5,000 บาท (นิยมระบุ 2,000 – 3,000 บาท)
ผลต่อเบี้ยประกัน

ไม่ช่วยลดเบี้ยประกันภัย

ช่วยลดเบี้ยประกันภัยรายปีได้ตามจำนวนที่เลือก

แผนประกันที่เกี่ยวข้อง ส่วนใหญ่พบในประกันชั้น 1

ทำได้ทั้งประกันชั้น 1, 2+ และ 3+

เปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสีย เลือกแบบ “มี” หรือ “ไม่มี” Deductible ดีกว่ากัน?

ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกซื้อประกันภัยรถยนต์แบบระบุหรือไม่ระบุค่าเสียหายส่วนแรก SILKSPAN แนะนำว่าควรศึกษาข้อดี-ข้อเสียของแต่ละแบบ และนำมาเปรียบเทียบกัน เพื่อเลือกให้เหมาะกับตัวเองมากที่สุด ดังนี้

ข้อดี-ข้อเสียของประกันภัยแบบมีค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible)

ข้อดี

  • ช่วยประหยัดค่าเบี้ยประกันภัยรายปีได้ตั้งแต่ 1,000 – 5,000 บาท
  • กระตุ้นให้ผู้ขับขี่มีความระมัดระวังในการใช้รถมากยิ่งขึ้น
  • คุ้มค่าอย่างมากสำหรับผู้ที่ขับรถดี มีประสบการณ์ และไม่ค่อยมีประวัติเคลม

ข้อเสีย:

  • หากเกิดอุบัติเหตุและเป็นฝ่ายผิด ต้องเตรียมเงินก้อนเพื่อจ่ายค่า Deductible
  • อาจไม่เหมาะกับผู้เริ่มต้นขับรถ หรือผู้ที่มีความเสี่ยงเฉี่ยวชนสูง

ข้อดี-ข้อเสียของประกันภัยแบบไม่มีค่าเสียหายส่วนแรก (No Deductible)

ข้อดี

  • สบายใจเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ไม่ต้องสำรองเงินจ่ายค่าเสียหายส่วนแรก (หากมีคู่กรณีชัดเจน)
  • เหมาะสำหรับมือใหม่หัดขับ หรือผู้ที่ต้องการควบคุมค่าใช้จ่ายให้คงที่แน่นอน

ข้อเสีย

  • เบี้ยประกันภัยรายปีสูงกว่าแบบระบุค่า Deductible
  • เสียโอกาสในการประหยัดค่าเบี้ยประกันหากตลอดทั้งปีไม่มีการเคลมเลย

รับข้อเสนอพิเศษ ให้ประกันรถคุ้มครองทุกการเดินทาง ผ่อนประกันรถชั้น 1 0% ที่ SILKSPAN

เลือกประกันแบบมีหรือไม่มีค่าเสียหายส่วนแรกดี?

การตัดสินใจเลือกซื้อประกันภัยรถยนต์แบบมีหรือไม่มีค่าเสียหายส่วนแรก ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการขับขี่ ประสบการณ์ และการประเมินความเสี่ยงของผู้ใช้รถแต่ละบุคคล เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าแผนประกันแบบไหนจะคุ้มค่าและตอบโจทย์การใช้งานของคุณมากที่สุด สามารถพิจารณาแนวทางเลือกได้ดังนี้

  • เลือกแบบมี Deductible: หากคุณขับรถชำนาญ ใช้รถน้อย มีที่จอดรถเป็นสัดส่วนชัดเจน และมั่นใจว่ามีโอกาสเป็นฝ่ายผิดน้อย
  • เลือกแบบไม่มี Deductible: หากคุณเป็นมือใหม่ เพิ่งซื้อรถใหม่ หรือต้องขับรถในพื้นที่จราจรติดขัดและมีความเสี่ยงต่อการเฉี่ยวชนสูง
  • พิจารณาประกันชั้นอื่น ๆ: หากต้องการประหยัดเบี้ยประกันแต่ไม่อยากวุ่นวายกับค่า Excess กรณีไม่มีคู่กรณี การเลือกประกันรถยนต์ 2+ หรือ 3+ ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

รู้ไว้ไม่เสียหาย! สถานการณ์แบบนี้ ต้องจ่ายค่า Excess เท่าไหร่?

คปภ. ได้กำหนดเงื่อนไขค่าเสียหายส่วนแรกในกรณีอื่น ๆ ไว้ด้วย โดยแบ่งภาระความรับผิดชอบตามสถานการณ์จริงระหว่างตัวรถยนต์และทรัพย์สินบุคคลภายนอก ดังนี้

สถานการณ์การเกิดเหตุ ความเสียหายต่อตัวรถยนต์ ทรัพย์สินบุคคลภายนอก

หมายเหตุ / ข้อระบุ

ไม่มีคู่กรณี / ไม่ทราบสาเหตุ

1,000 บาท / เหตุการณ์

ไม่ต้องจ่าย

ต้องแจ้งรายละเอียดวัน เวลา สถานที่เกิดเหตุ

ผู้ขับขี่ไม่ตรงตามเงื่อนไขระบุชื่อ

6,000 บาท / เหตุการณ์

2,000 บาท / เหตุการณ์

จ่ายเมื่อผู้ขับขี่ขณะเกิดเหตุเป็นฝ่ายผิด

ใช้รถผิดประเภท / ผิดวัตถุประสงค์

2,000 บาท / เหตุการณ์

2,000 บาท / เหตุการณ์

จ่ายเมื่อเกิดอุบัติเหตุจากการใช้งานผิดประเภท

(หมายเหตุ: ข้อมูลอัปเดตตามแนวทาง คปภ. โปรดตรวจสอบตัวเลขและเงื่อนไขกรมธรรม์ฉบับจริงกับบริษัทประกันภัยก่อนทำรายการทุกครั้ง)

เทียบก่อนตัดสินใจ! แชร์ตัวอย่างเบี้ยก่อน-หลังเลือกจ่ายค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible)

การระบุค่า Deductible เป็นเทคนิคสำคัญที่ช่วยลดภาระค่าเบี้ยประกันภัยลงได้ โดยส่วนลดเบี้ยประกันจะปรับเปลี่ยนไปตามจำนวนเงินค่าเสียหายส่วนแรกที่เราเลือกยอมรับความเสี่ยงด้วยตัวเอง ดังตัวอย่างต่อไปนี้

รูปแบบแผนประกัน

ค่า Deductible ที่เลือก เบี้ยประกันภัยเฉลี่ยต่อปี

ประหยัดเบี้ยได้ทันที

แผนปกติ (ไม่ระบุค่า Deductible)

0 บาท

16,500 บาท

–

แผนรับค่าเสียหายส่วนแรก ระดับ 1

2,000 บาท

14,500 บาท

2,000 บาท

แผนรับค่าเสียหายส่วนแรก ระดับ 2

3,000 บาท

13,500 บาท

3,000 บาท

แผนรับค่าเสียหายส่วนแรก ระดับ 3

5,000 บาท 11,500 บาท

5,000 บาท

ค่าเสียหายส่วนแรก ตัวช่วยประหยัดเบี้ย หากเลือกให้เหมาะกับคุณ

ค่าเสียหายส่วนแรกคือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้บริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการทำประกันรถยนต์ได้ หากคุณเข้าใจความแตกต่างระหว่าง ค่า Excess และ Deductible คุณจะสามารถเลือกแผนประกันที่ “พอดี” กับพฤติกรรมการขับขี่ของตัวเองได้

หากคุณเป็นคนขับรถดี มั่นใจในฝีมือ การเลือกประกันรถยนต์ชั้น 1 หรือชั้นอื่น ๆ แบบมีค่าเสียหายส่วนแรก (Deductible) จะช่วยให้คุณประหยัดเงินในกระเป๋าได้มาก แต่ถ้ายังเป็นมือใหม่หรือกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายจุกจิก การเลือกแบบไม่มีค่าเสียหายส่วนแรก หรือมองหาประกันรถยนต์ 2+ หรือ ประกันรถยนต์ 3+ ก็อาจเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์กว่า

ไม่ว่าจะเลือกแบบไหน สิ่งสำคัญคือการเปรียบเทียบความคุ้มครองและราคา หากคุณยังไม่รู้ว่าจะเลือกซื้อประกันรถยนต์ออนไลน์ที่ไหนดี ลองเข้ามาเช็กเบี้ยและเปรียบเทียบข้อเสนอจากบริษัทประกันชั้นนำกว่า 20 แห่งได้ที่ SILKSPAN เราพร้อมช่วยคุณคัดสรรประกันที่คุ้มค่าที่สุด เพื่อให้คุณอุ่นใจทุกการเดินทาง

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับค่าเสียหายส่วนแรก

ต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกทุกครั้งที่เคลมไหม

ไม่จำเป็น ค่า Excess จะจ่ายเมื่อเคลมแบบไม่มีคู่กรณีหรือระบุสาเหตุชัดเจนไม่ได้ ส่วนค่า Deductible จะจ่ายเมื่อเราเป็นฝ่ายผิดหรือไม่มีคู่กรณีเท่านั้น (หากเป็นฝ่ายถูก มีคู่กรณีมาเซ็นรับผิด ไม่ต้องจ่าย) 

ไม่จ่ายค่าเสียหายส่วนแรกได้ไหม

ได้ หากเลือกแผนประกันแบบไม่ระบุค่า Deductible คุณก็ไม่ต้องจ่ายส่วนนี้เมื่อเป็นฝ่ายผิด ส่วนค่า Excess หากคุณระบุคู่กรณีได้ชัดเจน แจ้งวันเวลาสถานที่เกิดเหตุได้ถูกต้อง ก็ไม่ต้องจ่ายเช่นกัน

ค่าเสียหายส่วนแรกเหมาะกับใคร

เหมาะกับผู้ที่ขับขี่รถด้วยความระมัดระวัง ผู้ที่มีความชำนาญในการขับขี่ หรือผู้ที่ไม่ค่อยได้ใช้รถเป็นประจำ

ค่า Excess จ่ายยังไง 

เมื่อต้องการเคลมแบบไม่มีคู่กรณี หรือไม่สามารถระบุสาเหตุได้ เช่น รอยขีดข่วน หินดีด ผู้เอาประกันต้องจ่าย ค่า Excess ให้กับอู่หรือศูนย์ซ่อมโดยตรง ปกติจะอยู่ที่ประมาณ 1,000 บาทต่อเหตุการณ์ เพื่อเป็นการป้องกันการเคลมซ่อมสีรอบคันโดยไม่มีอุบัติเหตุจริง

ค่า Deductible จ่ายอย่างไร

หากคุณเลือกแผนประกันที่มี Deductible คุณจะต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกนี้เมื่อเกิดอุบัติเหตุและคุณเป็นฝ่ายผิด โดยจ่ายให้กับอู่ซ่อมรถ แต่ถ้าคุณเป็นฝ่ายถูกก็ไม่ต้องจ่ายเลยสักบาท

ผู้ขับขี่ไม่ตรงกรมธรรม์ ต้องจ่ายเท่าไหร่

กรณีทำประกันภัยแบบระบุชื่อผู้ขับขี่ หากเกิดอุบัติเหตุแล้วผู้ขับขี่ในขณะนั้นไม่ได้มีชื่อระบุอยู่ในกรมธรรม์ และเป็นฝ่ายผิด ผู้เอาประกันต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรก 6,000 บาท สำหรับความเสียหายต่อตัวรถยนต์ และ 2,000 บาท สำหรับความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก

รถเก๋ง vs กระบะ ค่า Excess ต่างกันไหม

อัตราค่า Excess ภาคบังคับเบื้องต้น (เช่น เคลมไม่มีคู่กรณี 1,000 บาท) เท่ากันทั้งรถเก๋งและรถกระบะ แต่หากเป็นรถกระบะที่มีการใช้งานผิดประเภท เช่น นำรถส่วนบุคคลไปใช้บรรทุกเชิงพาณิชย์ จะต้องจ่ายค่า Excess เพิ่มเติม 2,000 บาทเมื่อเกิดเหตุ

เคลมหลายครั้ง ต้องจ่ายทุกครั้งไหม

จ่ายทุกครั้งตามจำนวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เช่น หากมีรอยเฉี่ยวชนไม่มีคู่กรณี 3 เหตุการณ์แยกกันชัดเจน (คนละวันและเวลา) จะต้องจ่ายค่า Excess เหตุการณ์ละ 1,000 บาท รวมเป็น 3,000 บาท

Excess กับ Deductible จ่ายซ้ำกันไหม

ไม่จ่ายซ้ำซ้อนกันในเหตุการณ์เดียว เนื่องจากค่า Excess จะใช้กับกรณีไม่มีคู่กรณีหรือไม่ทราบสาเหตุ ส่วนค่า Deductible จะใช้กับกรณีชนแบบมีคู่กรณีและเราเป็นฝ่ายผิด

เช็กได้อย่างไรว่าเข้าเงื่อนไขไหน

สามารถเช็กได้จากเอกสารตารางกรมธรรม์ประกันภัย ในช่อง “ความรับผิดส่วนแรก” รวมถึงสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกับเจ้าหน้าที่บริษัทประกันภัย หรือโบรกเกอร์ประกันภัยก่อนทำการแจ้งเคลม


เขียนโดย : SILKSPAN MKT
เผยแพร่วันที่ : 05/10/2026
รับข้อเสนอพิเศษ

จองสิทธิ์ประกันรถยนต์

ประกันรถยนต์ รับส่วนลดสูงสุด 30% กว่า 20 บริษัทชั้นนำ

  1. ต่ออายุล่วงหน้า รับส่วนลดเพิ่ม สูงสุดกว่า 500 บาท
  2. ผ่อนบัตรเครดิต ผ่อนเงินสด ได้สูงสุด 10 เดือน
  3. ฟรีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชม.
  4. ฟรีรถใช้ระหว่างซ่อม หรือ เบิกค่าเดินทาง 1,000 บาท

กรอกข้อมูล เพื่อ “รับข้อเสนอพิเศษ” ต่อประกันรถยนต์

ปรึกษาประกันรถยนต์ สอบถามได้เลยผ่าน LINE SILKSPAN

กำลังโหลด