เบี้ยดีโดนใจ ประกันภัยชั้น 1 เบี้ยเริ่ม 750 บาท/เดือน พิเศษรับส่วนลดสูงสุด 30% เช็กเบี้ยที่นี่ กับ SILKSPAN

เช็กผลกระทบจากหน้าร้อนที่มีต่อรถยนต์ไฟฟ้า พร้อมวิธีการดูแลรถ


ผลกระทบจากความร้อนต่อรถยนต์ไฟฟ้าในฤดูร้อน

ด้วยอากาศร้อนจัดในช่วงฤดูร้อนของประเทศไทย ที่แดดร้อนระอุจนอุณหภูมิพุ่งสูงทุบสถิติแทบทุกปีนั้น ถือเป็นศัตรูตัวฉกาจของรถยนต์ไฟฟ้า เพราะความร้อนส่งผลโดยตรงต่อ “หัวใจ” ของรถยนต์ EV นั่นก็คือ แบตเตอรี่ และระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ซึ่งอาจเกิดปัญหาใหญ่ตามมาได้หากไม่ได้รับการดูแลรถไฟฟ้า EV อย่างถูกวิธี

วันนี้ SILKSPAN จะพามาเช็กกันดูค่ะว่า รถยนต์พลังงานไฟฟ้าของคุณกำลังแสดงอาการเตือนอยู่หรือไม่ พร้อมเทคนิคในการดูแลรถ EV ในช่วงหน้าร้อน และการป้องกันความเสี่ยงของแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ด้วยประกันรถยนต์ไฟฟ้ากันค่ะ


Key Takeaways

  • ผลกระทบจากความร้อน : อากาศร้อนจัดทำให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพเร็วขึ้น และระยะทางวิ่งลดลง เพราะรถยนต์ไฟฟ้าต้องดึงพลังงานไปใช้ระบายความร้อนให้ระบบและห้องโดยสารมากขึ้น
  • 3 อาการเตือนสู้แดดไม่ไหว : สังเกตอาการรถยนต์ EV เข้าสู่ Turtle Mode (โหมดเต่า), ประสิทธิภาพการชาร์จแบตลดลง และแอร์ไม่เย็นพร้อมพัดลมระบายความร้อนส่งเสียงดัง
  • เทคนิคการจอดและชาร์จรถ : ควรจอดในที่ร่มเสมอ รักษาแบตเตอรี่ให้อยู่ในช่วง 20-80% และหลีกเลี่ยงการชาร์จแบตรถยนต์ไฟฟ้าแบบ DC Fast Charge ทันทีหลังจากขับขี่กลางแดดจัด
  • ป้องกันความเสี่ยงด้วยประกันรถยนต์ : นอกจากดูแลรถแล้ว ควรมีประกันรถยนต์ชั้น 1 เพื่อคุ้มครอง “แบตเตอรี่” และอุปกรณ์ชาร์จ (Wallbox) จากความเสียหายที่เกิดจากความร้อนหรือเหตุไม่คาดฝัน

ทำความเข้าใจ ทำไม “ฤดูร้อน” ถึงเป็นศัตรูของรถยนต์ไฟฟ้า?

ก่อนอื่นต้องยอมรับจริง ๆ ว่าฤดูร้อนของประเทศไทยนั้น มีอากาศร้อนจัดจนมีอุณหภูมิพุ่งสูงกว่า 40 องศาเซลเซียสแทบทุกปี ซึ่งความร้อนนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อร่างกายมนุษย์เพียงอย่างเดียว แต่ยังส่งผลต่อรถยนต์ไฟฟ้าได้โดยตรง เพราะอากาศร้อนทำให้เกิดความร้อนสะสม ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานที่สำคัญของรถยนต์ EV นั้นลดลงได้ ดังนี้

1. แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า เสื่อมสภาพเร็วขึ้น

แบตเตอรี่รถไฟฟ้านั้นทำงานด้วยปฏิกิริยาเคมี เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นความร้อนจะทำให้ระบบภายในของรถยนต์ EV นั้นทำงานหนักและเร็วเกินไป ส่งผลให้โครงสร้างทางเคมีภายในเซลล์แบตเตอรี่เสียหาย จนทำให้เกิดอาการ “แบตเตอรี่เสื่อม” ที่ความจุสำหรับกักเก็บพลังงานจะลดน้อยลง โดยอายุในการใช้งานของแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าจึงสั้นลงตามไปด้วย

2. ระยะทางวิ่งรถยนต์ EV ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

หลายคนคงสงสัยว่า อากาศร้อนส่งผลต่อระยะวิ่งของรถยนต์ไฟฟ้าไหม? คำตอบมี 2 ส่วนดังนี้ค่ะ

  • การดึงพลังงานไปช่วยระบบหล่อเย็น รถยนต์พลังงานไฟฟ้ามีระบบ BMS (Battery Management System) ที่ต้องคอยคุมอุณหภูมิของแบตเตอรี่ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม (ประมาณ 20-35°C) เมื่อข้างนอกมีอากาศร้อนจัด ระบบจึงต้องดึงเอาพลังงานจากแบตเตอรี่มาใช้เพื่อปั๊มน้ำหล่อเย็นหรือเปิดพัดลม เพื่อระบายความร้อนให้กับแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า
  • ระบบปรับอากาศห้องโดยสาร แน่นอนว่าไม่มีใครขับรถยนต์ไฟฟ้าโดยที่ไม่เปิดแอร์แน่นอน ซึ่งการที่จะสู้กับความร้อนระอุจากแสงแดดกว่า 40 องศาเซลเซียสได้นั้น ระบบปรับอากาศต้องทำงานหนักมากขึ้น จากการใช้งานรถยนต์ EV ในช่วงฤดูร้อนอย่างแน่นอน

ดังนั้นจาก 2 ส่วนนี้จึงทำให้เห็นว่ามีการดึงเอาพลังงานจากแบตเตอรี่ที่ใช้ในการขับเคลื่อนมาใช้ร่วมด้วย จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ระยะทางวิ่งของรถยนต์ไฟฟ้าลดลงอย่างเห็นได้ชัดนั่นเองค่ะ

3. ยางรถยนต์ไฟฟ้า รับศึกหนัก

เนื่องจากรถยนต์ EV มีน้ำหนักตัวมากจากแบตเตอรี่ ทำให้เมื่อต้องใช้งานบนถนนที่มีความร้อนสูง ยางของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าจะเสียดสีกับถนนที่มีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ (ถนนในช่วงเวลาเที่ยงวันของหน้าร้อนในประเทศไทย สามารถพุ่งสูงได้ถึง 50-70 องศาเซลเซียส หรือมากกว่า) ส่งผลให้เนื้อยางรถ EV ที่ถูกออกแบบมาให้แรงต้านการหมุนต่ำ อาจสึกหรอเร็วกว่าปกติในสภาพอากาศร้อนแบบนี้


เจาะลึก 3 อาการเตือน เมื่อระบบรถยนต์ไฟฟ้า เริ่มแบกความร้อนไม่ไหว

3 อาการเตือนของรถยนต์ไฟฟ้าในฤดูร้อน

เมื่อรถยนต์ไฟฟ้าของคุณต้องเจอกับอากาศร้อนจัดในฤดูร้อนที่อุณหภูมิถนนนั้น พุ่งสูงถึง 50-70 องศาเซลเซียสในตอนเที่ยงวัน ระบบของรถยนต์ EV อาจแสดงอาการเตือนดังนี้

อาการที่ 1 การเข้าสู่ Turtle Mode

เมื่อเซนเซอร์ตรวจพบว่าอุณหภูมิแบตเตอรี่พุ่งสูงเกินเกณฑ์ปลอดภัย (มักจะเกิน 45-50°C) ระบบ BMS จะสั่งการให้รถยนต์ไฟฟ้าจำกัดการขับเคลื่อนลงทันที แต่ยังสามารถขับต่อไปได้อีกในระยะสั้น ๆ (ประมาณ 10-20 กม.) เพื่อให้หาสถานีชาร์จรถไฟฟ้าหรือจุดจอดที่ปลอดภัยได้ และนี่คือกลไกของรถยนต์ EV ที่ป้องกันไม่ให้เกิดสภาวะความร้อนสูงสะสมเกินควบคุม (Thermal Runaway) ซึ่งหากรถ EV เข้าสู่ Turtle Mode จะสังเกตได้จากไอคอนเต่าสีเหลืองบนหน้าปัดนั่นเอง

อาการที่ 2 ประสิทธิภาพการชาร์จรถไฟฟ้า EV ลดลง

หากคุณต้องการชาร์จรถไฟฟ้าอย่าง DC Fast Charge หลังจากที่ขับขี่รถยนต์ไฟฟ้ากลางแดด คุณอาจต้องเจอกับอาการ “ชาร์จแบตไม่ขึ้น” หรือชาร์จรถช้ากว่าที่สเปกเคลมไว้ ซึ่งนี่คืออาการที่รถยนต์ EV กำลังบอกคุณว่าตอนนี้ “แบตเตอรี่ร้อนเกินไปที่จะรับไฟฟ้าแรงสูง” เพราะระบบ BMS จะสั่งจำกัดกำลังไฟในการชาร์จรถ เพื่อป้องกันไม่ให้แบตเตอรี่ร้อนจนทะลุขีดอันตรายนั่นเองค่ะ

อาการที่ 3 แอร์ไม่เย็น และพัดลมระบายความร้อนส่งเสียงดัง

เมื่อภายนอกมีอากาศร้อนจัด ระบบทำความเย็นของรถยนต์ไฟฟ้าจึงต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อหล่อเย็นทั้งแบตเตอรี่ มอเตอร์ และห้องโดยสาร ซึ่งหากคุณเริ่มรู้สึกว่าแอร์ในรถยนต์ EV ของคุณไม่เย็นฉ่ำเหมือนเดิม หรือพัดลมหมุนเสียงดังผิดปกติ นั่นคืออาการที่บอกว่ารถไฟฟ้า EV เริ่มทนกับอากาศร้อนไม่ไหวนั่นเอง


วิธีดูแลรถยนต์ไฟฟ้า ในช่วงฤดูร้อนที่มีอากาศร้อนจัด

วิธีดูแลรถยนต์ไฟฟ้าในช่วงฤดูร้อน

1. การจอด และการชาร์จรถไฟฟ้า EV ในหน้าร้อน

  • การเลือกที่จอดรถยนต์ EV ให้หลีกเลี่ยงการจอดตากแดดเป็นเวลานาน ควรจอดในที่ร่ม และใช้ม่านบังแดดคุณภาพสูง หรือใช้ผ้าคลุมรถที่สะท้อน UV
  • แบตเตอรี่ไม่ควรต่ำกว่า 20% เพราะเมื่อแบตเตอรี่รถไฟฟ้าต่ำ จะทำให้เกิดความร้อนง่าย ควรรักษาแบตเตอรี่ในการขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าให้อยู่ในช่วง 20-80% เพื่อเป็นเกราะป้องกันความร้อน
  • การชาร์จรถไฟฟ้า
    • เลี่ยงการชาร์จรถทันทีหลังจากขับขี่ เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้ายังมีความร้อนจากการขับขี่
    • จำกัด การชาร์จแบตด่วน (DC Fast Charge) จากกำลังไฟในการชาร์จแบตที่สูง จะทำให้อุณหภูมิแบตเตอรี่ของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าสูงมากขึ้นด้วยเช่นกัน

2. การดูแลรักษาระบบหล่อเย็น และอุปกรณ์ของรถยนต์ไฟฟ้ากับฤดูร้อน

  • ควรตรวจสอบและเปลี่ยนถ่ายน้ำยาหล่อเย็นตามรอบ เพราะหากปล่อยให้น้ำยาเสื่อมสภาพจะทำให้การดึงความร้อนออกจากแบตเตอรี่รถไฟฟ้าลดลง
  • ควรทำความสะอาดแผงระบายความร้อนด้านหน้ารถยนต์ไฟฟ้าเสมอ หากปล่อยให้ช่องรับลมด้านหน้ามีเศษใบไม้ หรือฝุ่นอุดตัน จะทำให้ประสิทธิภาพในการระบายความร้อนลดน้อยลง
  • ควรเช็กสภาพยางรถยนต์ EV อยู่เสมอ ด้วยการตั้งค่าลมยางให้เหมาะสมตามคู่มือ จะช่วยลดแรงเสียดทาน และช่วยลดภาระในการจัดการกับความร้อนของมอเตอร์ในช่วงฤดูร้อนนี้ได้

3. การขับขี่ และการใช้งานรถยนต์ EV เพื่อลดความร้อนสะสม

  • วางแผนเส้นทาง เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้งานมอเตอร์ที่หนักเกินไป โดยการใช้ความเร็วที่สม่ำเสมอ และวางแผนจุดพักรถในที่ร่ม จะช่วยให้รถยนต์ไฟฟ้าของคุณได้พักหายใจบ้าง
  • ใช้โหมดการขับขี่รถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบ Eco เพื่อช่วยควบคุมอุณหภูมิ โดยการจำกัดการจ่ายกระแสไฟในการขับเคลื่อน ซึ่งจะช่วยลดการเกิดความร้อนแบบฉับพลันของแบตเตอรี่รถไฟฟ้าได้

 

รับข้อเสนอพิเศษ ให้ประกันรถคุ้มครองทุกการเดินทาง ผ่อนประกันรถชั้น 1 0% ที่ SILKSPAN


บทสรุป ดูแลรถ EV ดีแล้ว อย่าลืมดูแลความเสี่ยงด้วย “ประกันรถยนต์ไฟฟ้า“

แม้ว่าเราจะดูแลรถยนต์ไฟฟ้าดีแค่ไหน แต่ในฤดูร้อนที่อากาศร้อนจัดแบบนี้ อาจนำไปสู่เหตุที่ไม่คาดฝันและความเสี่ยงอีกมากมาย ดังนั้นการทำ “ประกันรถยนต์ไฟฟ้า” ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็น เพราะประกันรถยนต์ชั้น 1 ให้ความคุ้มครอง “แบตเตอรี่” ที่เป็นหัวใจสำคัญของรถ EV โดยเฉพาะ ซึ่งครอบคลุมไปจนถึงการให้ความคุ้มครองขณะชาร์จแบต รวมถึงความเสียหายของเครื่องชาร์จ (Wallbox) และอุปกรณ์ชาร์จไฟอีกด้วย

เพราะฉะนั้นหากใครที่กำลังมองหา “ประกันรถยนต์” ที่ให้ความคุ้มครองครบ แต่ยังไม่รู้ว่าจะทำที่ไหนดี สามารถเปรียบเทียบกว่า 20 บริษัทชั้นนำได้ที่ SILKSPAN พร้อมมอบบริการดี ๆ เพื่อดูแลรถยนต์ไฟฟ้าของคุณในช่วงหน้าร้อนนี้ได้เลย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม


เขียนโดย : PANTHITRA K.
เผยแพร่วันที่ : 10/03/2026
รับข้อเสนอพิเศษ

จองสิทธิ์ประกันรถยนต์

ประกันรถยนต์ รับส่วนลดสูงสุด 30% กว่า 20 บริษัทชั้นนำ

  1. ต่ออายุล่วงหน้า รับส่วนลดเพิ่ม สูงสุดกว่า 500 บาท
  2. ผ่อนบัตรเครดิต ผ่อนเงินสด ได้สูงสุด 10 เดือน
  3. ฟรีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชม.
  4. ฟรีรถใช้ระหว่างซ่อม หรือ เบิกค่าเดินทาง 1,000 บาท

กรอกข้อมูล เพื่อ “รับข้อเสนอพิเศษ” ต่อประกันรถยนต์

ปรึกษาประกันรถยนต์ สอบถามได้เลยผ่าน LINE SILKSPAN

กำลังโหลด