เบี้ยดีโดนใจ ประกันภัยชั้น 1 เบี้ยเริ่ม 750 บาท/เดือน พิเศษรับส่วนลดสูงสุด 30% เช็กเบี้ยที่นี่ กับ SILKSPAN

อัปเดตกฎหมายคาร์ซีทพร้อมวิธีเลือกซื้อให้ปลอดภัย นั่งสบาย ไร้กังวล


ข้อแนะนำกฎหมายคาร์ซีทในปี2569

เมื่อพูดถึงความปลอดภัยบนท้องถนน หลายคนมักนึกถึงเข็มขัดนิรภัยหรือถุงลมนิรภัยที่เป็นข้อกำหนดกฎหมายสำหรับผู้ใหญ่ แต่สำหรับเจ้าตัวเล็กในครอบครัวก็มีกฎหมายคาร์ซีท(Car Seat) คือที่เกี่ยวกับอุปกรณ์ช่วยชีวิตที่สำคัญที่สุด และในปี 2569 นี้ กฎหมายคาร์ซีทของไทยได้ยกระดับความเข้มงวดเรื่องนี้ขึ้นไปอีกขั้น หากคุณเป็นพ่อแม่ที่มีลูกเล็กคงเกิดคำถามว่า 

กฎหมายคาร์ซีท ใหม่บังคับใช้อย่างไร? ต้องเลือกแบบไหนถึงจะถูกกฎหมายคาร์ซีทและปลอดภัยที่สุด? วันนี้ SILKSPAN มีคำตอบเกี่ยวกับข้อกฎหมายคาร์ซีทและคู่มือการเลือกซื้อฉบับเข้าใจง่ายมาฝาก


กฎหมายคาร์ซีทฉบับปี 2569 บังคับใช้อย่างไร? ใครต้องนั่งบ้าง?

เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยสากล พ.ร.บ. จราจรทางบก (ฉบับที่ 13) ได้กำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับกฎหมายคาร์ซีทไว้อย่างชัดเจนเพื่อคุ้มครองชีวิตของเด็กๆ โดยมีสาระสำคัญที่ผู้ปกครองห้ามละเลย ดังนี้

เด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ต้องนั่งคาร์ซีท 100%

กฎหมายคาร์ซีทระบุว่าผู้โดยสารที่เป็นเด็กอายุ ไม่เกิน 6 ปี หรือ มีส่วนสูง ไม่เกิน 135 เซนติเมตร จะต้องจัดให้นั่งในที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก(Car Seat)หรือที่นั่งพิเศษสำหรับเด็กเท่านั้น เพื่อป้องกันอันตรายจากแรงเหวี่ยงเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

ห้ามอุ้มเด็กนั่งตักเด็ดขาด

ไม่ว่าจะนั่งเบาะหน้าหรือเบาะหลัง การอุ้มเด็กไว้บนตักถือว่าผิดกฎหมายคาร์ซีทและอันตรายที่สุด เพราะเมื่อรถเบรกกะทันหันหรือเกิดการชน แรงกระแทกจะทำให้เด็กหลุดจากมือผู้ปกครองและพุ่งไปกระแทกส่วนต่างๆของรถได้ทันที

ฝ่าฝืนมีโทษปรับสูงสุด 2,000 บาท

หากเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่ามีการฝ่าฝืน ไม่จัดให้เด็กนั่งในอุปกรณ์นิรภัยตามที่กฎหมายคาร์ซีทกำหนด จะมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท แม้ค่าปรับอาจดูเหมือนจ่ายได้ แต่ “ความปลอดภัยของลูก” ประเมินค่าไม่ได้ ดังนั้นการปฏิบัติตามกฎหมายคาร์ซีทจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด


คู่มือวิธีเลือกซื้อคาร์ซีท ให้คุ้มค่าและปลอดภัยที่สุด

เด็กทารกกำลังนอนหลับอยู่คาร์ซีท

เมื่อต้องซื้อ Car Seat สักตัว ต้องพิจารณาเรื่อง ”ราคา” และ”ความเหมาะสมกับวัย” คือปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้คุณเปรียบเทียบ และตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่า จะเลือกซื้อคาร์ซีทยี่เด็กห้อไหนดี โดย SILKSPAN ขอแนะนำหลักการเลือกซื้อง่ายๆ เพื่อให้ได้ Car Seat ที่ตอบโจทย์กับการใช้งาน และปกป้องลูกน้อยของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1. เลือกคาร์ซีทตามช่วงวัยและน้ำหนัก

สิ่งสำคัญที่สุดของการเลือกคาร์ซีท คือต้องเลือกให้พอดีกับสรีระของลูกน้อยในขณะนั้น เพราะหากเลือกผิดประเภท ประสิทธิภาพในการปกป้องจะลดลงทันที โดยมาตรฐานสากลแบ่งประเภทตามเกณฑ์น้ำหนักและช่วงวัย ดังนี้

  • คาร์ซีทเด็กแรกเกิด: สำหรับทารกแรกเกิด – 15 เดือน (น้ำหนักไม่เกิน 13 กก.) ต้องติดตั้งแบบหันหน้าเข้าหาเบาะ ท่านั้น เพื่อประคองคอและกระดูกสันหลังที่ยังไม่แข็งแรงเมื่อเกิดแรงกระแทก
  • คาร์ซีทเด็กเล็ก : สำหรับเด็กอายุ 9 เดือน – 4 ปี (น้ำหนัก 9-18 กก.) สามารถเริ่มเปลี่ยนมาติดตั้งแบบหันหน้าออกจากเบาะได้ แต่คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญระบุว่า หากให้นั่งแบบหันหน้าเข้าหาเบาะได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ จะปลอดภัยกว่า
  • คาร์ซีทแบบบูสเตอร์ : สำหรับเด็กโต 4-12 ปี (น้ำหนัก 15-36 กก.) เป็นเบาะนั่งเสริมเพื่อยกตัวเด็กให้สูงขึ้น จนสามารถใช้สายเข็มขัดนิรภัยของรถยนต์พาดผ่านไหล่และหน้าตักได้อย่างถูกต้อง โดยไม่รัดคอหรือหน้าท้อง

2. มาตรฐานความปลอดภัยต้องมี

อย่าตัดสินใจซื้อ Car Seat ให้กับลูกน้อยของคุณเพียงเพราะดีไซน์สวยหรือราคาถูก แต่ต้องพลิกหา สัญลักษณ์รับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากลที่ติดอยู่บนตัวคาร์ซีทเสมอ โดยมาตรฐานหลักที่ทั่วโลกยอมรับมี 2 แบบ คือ

  • ECE R44/04 (มาตรฐานเดิม): เป็นมาตรฐานยุโรปที่ใช้กันแพร่หลายที่สุด โดยแบ่งประเภทคาร์ซีทตาม “เกณฑ์น้ำหนัก” ของเด็กและผ่านการทดสอบการชนด้านหน้าและด้านหลัง
  • UN R129 หรือ i-Size (มาตรฐานใหม่): เป็นมาตรฐานที่ยกระดับความปลอดภัยสูงขึ้น โดยเปลี่ยนมาใช้ “เกณฑ์ส่วนสูง” ซึ่งจะเหมาะสมกับสรีระจริง บังคับให้เด็กนั่งหันหลังนานขึ้น (ถึงอายุ 15 เดือน) และจุดเด่นสำคัญคือ มีการทดสอบการชนด้านข้างเพิ่มเข้ามา ซึ่งมาตรฐานเดิมไม่มี หากงบประมาณพร้อมแนะนำให้เลือกรุ่นที่เป็น i-Size เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

3. ระบบติดตั้ง ISOFIX หรือ Belt

การติดตั้งที่ถูกต้องคือสิ่งสำคัญของความปลอดภัย เพราะคาร์ซีทที่ดีที่สุดก็ช่วยชีวิตลูกไม่ได้หากติดตั้งผิดวิธี

  • ระบบ ISOFIX: เป็นระบบมาตรฐานสากลที่ใช้วิธีล็อก “ขาเหล็ก” ของคาร์ซีทเข้ากับจุดยึดโครงรถโดยตรง (รถรุ่นใหม่จะมีจุดนี้มาให้) ข้อดีคือติดตั้งง่าย รวดเร็ว และมีความปลอดภัยสูงที่สุด เพราะลดโอกาสเกิดความผิดพลาดจากคนได้เกือบ 100% โดยส่วนใหญ่มักมีแถบสี (แดง/เขียว) แจ้งเตือนเมื่อติดตั้งล็อกแน่นหนาแล้ว
  • ระบบ Seat Belt (เข็มขัดนิรภัย): คือการใช้สายเข็มขัดรถยนต์คาดรัดตัวคาร์ซีท ข้อดีคือสามารถติดตั้งได้กับรถทุกรุ่นรวมถึงรถเก่าที่ไม่มี ISOFIX แต่ข้อควรระวังคือ ต้องอาศัยความชำนาญในการติดตั้ง หากติดตั้งถูกวิธีจะปลอดภัยไม่แพ้ ISOFIX แต่มีความเสี่ยงที่จะติดตั้งผิดพลาดได้ง่ายกว่า

เลือกประกันรถยนต์อย่างไร ให้ลูกปลอดภัย คุ้มครองครบ

เด็กกำลังยิ้มนั่งอยู่บนคาร์ซีท

การมีคาร์ซีทช่วยลดความรุนแรงของอุบัติเหตุ แต่ประกันรถยนต์ คือสิ่งที่ช่วยดูแลค่าใช้จ่ายเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน มาดูกันว่าประกันแต่ละชั้นดูแลลูกน้อยและอุปกรณ์นิรภัยได้ครอบคลุมแค่ไหน

ประกันรถยนต์ชั้น 1

ประกันรถยนต์ชั้น 1 ให้ความคุ้มครองครบจบทุกด้าน ทั้งการซ่อมรถเรา ซ่อมรถคู่กรณี และที่สำคัญคือคุ้มครองอุบัติเหตุแบบไม่มีคู่กรณี ซึ่งจะช่วยคุ้มครองครบจบทั้งลูกน้อย และคาร์ซีทของคุณ

คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลลูกน้อย

ในกรมธรรม์ประกันรถยนต์ จะมีความคุ้มครองอุบัติเหตุส่วนบุคคลสำหรับ “ผู้โดยสาร” หากเกิดเหตุ ลูกน้อยที่นั่งในคาร์ซีทจะได้รับวงเงินค่ารักษาพยาบาลตามกรมธรรม์ ช่วยแบ่งเบาภาระค่าโรงพยาบาล

เคลม “คาร์ซีท” ได้เมื่อเสียหาย

คาร์ซีทที่มีคุณภาพมักมีราคาสูงหากเกิดอุบัติเหตุรุนแรง คาร์ซีทอาจเสียหายหรือเสื่อมสภาพจากการรับแรงกระแทกซึ่งหลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า ประกันรถยนต์ชั้น 1 สามารถเคลมคาร์ซีทได้

  • เคล็ดลับจาก SILKSPAN: แนะนำให้ แจ้งบริษัทประกัน ว่ามีการติดตั้งคาร์ซีทไว้ในรถ เพื่อให้เจ้าหน้าที่บันทึกเป็นรายการอุปกรณ์ตกแต่งเพิ่มเติม (บางกรมธรรม์คุ้มครองให้ฟรีในวงเงิน 20,000 บาท หรืออาจเสียเบี้ยเพิ่มเพียงเล็กน้อย) หากทำตามขั้นตอนนี้ เมื่อเกิดเหตุคุณจะสามารถเคลมค่าเสียหายของคาร์ซีทได้ตามเงื่อนไขกรมธรรม์

ประกันรถยนต์ชั้น 2+

ทางเลือกที่คุ้มค่าสำหรับคนที่ต้องการประหยัดเบี้ย ประกันรถยนต์ 2+ ให้ความคุ้มครองใกล้เคียงชั้น 1 แต่จะเคลมซ่อมรถเราและคาร์ซีทได้ เฉพาะกรณีรถชนรถและมีคู่กรณีเท่านั้น หากเกิดอุบัติเหตุแบบไม่มีคู่กรณีจะไม่คุ้มครองค่าซ่อมคาร์ซีท แต่ยังคงมีความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลผู้โดยสารและคุ้มครองกรณีรถหายหรือไฟไหม้ ซึ่งเหมาะสำหรับครอบครัวที่ขับรถระมัดระวังและอยากประหยัดค่าใช้จ่าย

ประกันรถยนต์ชั้น 3+

ประกันราคาประหยัดที่เน้นความคุ้มครองพื้นฐาน ประกันรถยนต์ 3+ จะซ่อมรถเราและคาร์ซีทให้ในกรณีรถชนรถที่มีคู่กรณีเช่นกัน (แต่ไม่มีความคุ้มครองรถหาย/ไฟไหม้) เหมาะสำหรับรถอายุเยอะที่อาจทำชั้น 1 ไม่ได้แล้ว แต่พ่อแม่ยังอยากได้ความอุ่นใจเรื่องค่ารักษาพยาบาลของลูกในรถ และคนขับมีความชำนาญสูง เกิดอุบัติเหตุแบบไม่มีคู่กรณีน้อยมาก


FAQs คำถามที่พบบ่อย

เด็กอายุเท่าไหร่ถึงเลิกนั่งคาร์ซีทได้? 

กฎหมายคาร์ซีทได้ระบุไว้ว่าให้เด็กอายุเกิน 6 ปี หรือสูงเกิน 135 ซม. สามารถเลิกนั่งคาร์ซีทและใช้เข็มขัดนิรภัยปกติได้

ไม่นั่งคาร์ซีท มีโทษปรับเท่าไหร่?

มีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท ตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก ฉบับที่ 13

รถเก่าไม่มีระบบ ISOFIX ติดคาร์ซีทได้ไหม?

ได้ สามารถเลือกคาร์ซีทแบบที่ติดตั้งด้วยระบบเข็มขัดนิรภัย (Seat Belt) แทน ซึ่งมีความปลอดภัยเช่นกันหากติดตั้งถูกวิธี

หากรถชนแล้วคาร์ซีทเสียหาย ประกันจ่ายไหม?

จ่าย หากทำประกันชั้น 1 และแจ้งระบุคาร์ซีทเป็นอุปกรณ์ตกแต่งเพิ่มเติมไว้ บริษัทประกันจะชดเชยตามทุนประกันที่ระบุ

คาร์ซีทมือสอง ปลอดภัยไหม?

SILKSPAN ไม่แนะนำเพราะไม่รู้ประวัติการใช้งาน หากเคยผ่านอุบัติเหตุหรือการใช้งานหนักมาแล้วโครงสร้างภายในอาจเสียหายและไม่ปลอดภัยเมื่อเกิดเหตุซ้ำ

รับข้อเสนอพิเศษ เที่ยวปีใหม่ 2569 อย่างปลอดภัยกับ SILKSPAN

สรุปกฎหมายคาร์ซีทเลือกแบบไหนดี ประกันช่วยอะไรได้บ้าง?

ในปี 2569 การปฏิบัติตาม กฎหมายคาร์ซีท คือเกราะป้องกันแรกให้ลูกรักปลอดภัย การเลือกซื้อคาร์ซีทที่ได้มาตรฐาน และทำ ประกันรถยนต์ชั้น1 ที่ครอบคลุมทั้งรถ คน และอุปกรณ์ คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด

หากกำลังมองหาความคุ้มครงครอบครัว ลองเข้ามาเปรียบเทียบเบี้ยประกันรถยนต์จากบริษัทชั้นนำกว่า 20 แห่งได้ที่ SILKSPAN เราพร้อมช่วยคัดสรรแผนประกันที่ดีที่สุด เพื่อให้ทุกการเดินทางเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความอุ่นใจ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม


เขียนโดย : SILKSPAN ADVISOR
เผยแพร่วันที่ : 04/02/2026
รับข้อเสนอพิเศษ

จองสิทธิ์ประกันรถยนต์

ประกันรถยนต์ รับส่วนลดสูงสุด 30% กว่า 20 บริษัทชั้นนำ

  1. ต่ออายุล่วงหน้า รับส่วนลดเพิ่ม สูงสุดกว่า 500 บาท
  2. ผ่อนบัตรเครดิต ผ่อนเงินสด ได้สูงสุด 10 เดือน
  3. ฟรีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชม.
  4. ฟรีรถใช้ระหว่างซ่อม หรือ เบิกค่าเดินทาง 1,000 บาท

กรอกข้อมูล เพื่อ “รับข้อเสนอพิเศษ” ต่อประกันรถยนต์

taff-call
“เช็คเบี้ยประกันรถฟรี 24 ชม.”
line

กำลังโหลด