ทำความรู้จักน้ำหอมรถยนต์ แต่ละประเภทเป็นยังไง ทำไมถึงต้องใช้น้ำหอมในรถ
สิ่งที่ใครหลายๆ คนมีติดรถไว้แบบขาดไม่ได้อย่างน้ำหอมรถยนต์ ทั้งช่วยขจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ เพิ่มสุนทรียภาพในการขับ และเป็นการดูแลรถยนต์ไปในตัว ถึงแม้ว่าการใช้น้ำหอมปรับอากาศในรถยนต์จะดูมีข้อดีมากมาย แต่มันก็เหมือนดาบสองคม มีข้อดีก็ต้องมีข้อเสียเป็นธรรมดา ดังนั้นบทความนี้จะพามาทำความรู้จักกับน้ำหอมรถยนต์ เปรียบเทียบแต่ละประเภท มีดียังไง ข้อเสียคืออะไร พร้อมเทคนิคการเลือกกลิ่นให้เหมาะสม
Key Takeaway
- ดาบสองคมของความหอม: น้ำหอมรถยนต์ช่วยปรับอารมณ์และดับกลิ่นได้จริง แต่ต้องระวังผลเสีย เช่น อาการเวียนหัวจากสารระเหย การสะสมคราบในระบบแอร์รถ หรือน้ำหอมรั่วซึมจนทำลายพื้นผิวคอนโซลรถ
- จิตวิทยาการเลือกกลิ่น: กลิ่นถูกแบ่งเป็น 4 กลุ่มตามจุดประสงค์ เช่น กลุ่มสดชื่น (ช่วยให้ตื่นตัว), กลุ่มสะอาด (ลดความเครียด), กลุ่มหรูหรา (เสริมสมาธิ/ภาพลักษณ์) และ กลุ่มหวาน (ช่วยให้ใจเย็นลง)
- ความปลอดภัยของทางเดินหายใจ: หากรู้สึกวิงเวียนควรเลี่ยงกลิ่นหวานเลี่ยนหรือดอกไม้ฉุน และควรเปิดหน้าต่างระบายอากาศ 1-2 นาทีก่อนออกรถเพื่อไล่สารระเหยที่สะสมอยู่
- แก้ที่ต้นเหตุ ไม่ใช่แค่กลบกลิ่น: น้ำหอมรถยนต์ไม่สามารถแก้ปัญหากลิ่นอับที่เกิดจากเชื้อราในแอร์รถได้ วิธีที่ถูกต้องคือการล้างตู้แอร์และเปลี่ยนไส้กรองทุกๆ 10,000 กม.
น้ำหอมรถยนต์คืออะไร ทำไมถึงต้องใช้น้ำหอมในรถ
ขั้นตอนแรกของการทำความรู้จักน้ำหอมรถยนต์ เริ่มต้นจากการอธิบายว่าน้ำหอมรถยนต์นั้น คือสิ่งของ หรืออุปกรณ์สำหรับใช้ในรถอย่างหนึ่ง ทำหน้าที่ส่งกลิ่นหอมออกมาในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเสียบช่องแอร์ การแขวน หรือการใช้สเปรย์ฉีดเป็นต้น
แล้วทำไมถึงต้องมีการใช้น้ำหอมรถยนต์ล่ะ? คำตอบนั้นก็ง่ายมาก ด้วยความที่น้ำหอมในรถทำหน้าที่ในการส่งกลิ่นหอม ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นยูคาลิปตัส หรือกลิ่นยอดฮิตอย่างกลุ่มซิตรัสก็ตาม กลิ่นพวกนี้จะช่วยปรับอากาศภายในรถให้สดชื่น และรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น นอกจากนี้กลิ่นหอมยังสามารถขจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้อีกด้วย
น้ำหอมรถยนต์มีกี่ประเภท อะไรบ้าง

เพื่อทำความรู้จักน้ำหอมรถยนต์ให้มากขึ้น มาดูกันว่าประเภทของน้ำหอมในรถมีอะไรบ้าง โดยน้ำหอมรถยนต์นั้น สามารถส่งกลิ่นออกมาได้หลายรูปแบบ จึงสามารถแบ่งออกมาได้เป็น 5 ประเภท ดังนี้
1. น้ำหอมรถยนต์แบบเสียบช่องแอร์ (Air Vent Perfume)
น้ำหอมรถยนต์ประเภทนี้ จะถูกออกแบบมาสำหรับการเสียบไว้ที่ช่องแอร์รถยนต์ โดยหลักการทำงานคือจะใช้แรงลมจากแอร์รถเป็นตัวช่วยกระจายกลิ่น
- ข้อดี: กลิ่นจะฟุ้งกระจายทั่วรถได้อย่างรวดเร็ว
- ข้อควรระวัง: ตัวน้ำหอมมีโอกาสรั่วซึมเข้าไปในช่องแอร์รถยนต์ อาจส่งผลให้เกิดการสะสมจนรถเหม็นอับในภายหลังได้
2.น้ำหอมรถยนต์แบบแขวน (Hanging Perfume)
ส่วนน้ำหอมรถยนต์แบบแขวน จะเป็นน้ำหอมติดรถยนต์ที่พบเห็นได้บ่อยที่สุด โดยเฉพาะในลักษณะที่เป็นน้ำหอมขวดเล็กที่มีฝาไม้ หลักการทำงานคือน้ำหอมจะระเหยออกมาผ่านฝาที่เป็นไม้ รวมไปถึงแบบที่เป็นถุงหอมสมุนไพรอีกด้วย
- ข้อดี: หาซื้อได้ง่าย ราคาถูก และไม่เกะกะบริเวณคอนโซล
- ข้อควรระวัง: อย่าให้ตัวน้ำหอมรั่วไหลออกมาสัมผัสกับคอนโซลหรือพลาสติกโดยตรง อาจทำให้ผิววัสดุละลายหรือลอกได้
3.น้ำหอมรถยนต์แบบเจล/ก้อน (Gel/Solid Perfume)
ส่วนน้ำหอมในรถประเภทนี้ จะเป็นประเภทที่วางเอาไว้ที่ที่วางแก้ว หรือคอนโซลหน้า หลักการทำงานคือกลิ่นจะระเหยออกมาจากตัวเจลเอง แค่วางทิ้งเอาไว้
- ข้อดี: กลิ่นจะมีความคงที่ และอยู่ได้นานถึง 1-2 เดือน
- ข้อควรระวัง: หากวางตากแดดนานๆ เจลจะระเหยเร็วมาก อาจทำให้เจลแห้งจนหมดกลิ่นไวกว่าปกติ
4.น้ำหอมรถยนต์แบบเครื่องพ่นอโรม่าพกพา (Electronic Diffusers)
เป็นน้ำหอมรถยนต์ที่ใช้น้ำมันหอมระเหยเป็นตัวส่งกลิ่น โดยหลักการทำงานคือจะใช้พลังงานจากการเสียบสาย USB หรือใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ ในการพ่นกลิ่นออกมาในรูปแบบละอองไอน้ำ
- ข้อดี: หากใช้น้ำมันหอมระเหยแท้ กลิ่นจะเป็นธรรมชาติและบำบัดอารมณ์ได้ดี และยังสามารถปรับระดับความแรงของกลิ่นได้
- ข้อควรระวัง: หากใช้เครื่องแบบที่ต้องผสมน้ำ จะเป็นการเพิ่มความชื้นภายในรถ อาจทำให้เกิดเชื้อราตามเบาะหรือพรมได้ หรือเกิดเชื้อราในระบบปรับอากาศได้
5.น้ำหอมรถยนต์แบบสเปรย์ (Spray Perfume)
น้ำหอมรถยนต์ประเภทนี้ ทำหน้าที่เป็นน้ำหอมปรับอากาศ เหมาะกับการใช้เป็นครั้งคราว ฉีดพ่นในอากาศหรือตามพรมปูพื้นรถ โดยจะเน้นกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์เป็นหลัก
- ข้อดี: เป็นน้ำหอมติดรถยนต์ประเภทเดียวที่ให้ความหอมได้ทันที ใช้กำจัดกลิ่นอับ กลิ่นเหม็นได้ดี
- ข้อควรระวัง: น้ำหอมรถยนต์นี้ มีลักษณะเป็นกระป๋องสเปรย์ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีแรงดันและสารไวไฟ หากวางลืมไว้ในรถที่จอดตากแดดนานๆ อาจทำให้เสี่ยงต่อการระเบิดได้
สรุปคุณประโยชน์ และโทษของน้ำหอมรถยนต์
ข้อดีของน้ำหอมรถยนต์
- ข้อดีต่อคนในห้องโดยสาร: กลิ่นของน้ำหอมในรถ ทำหน้าที่เป็นระบบปรับอากาศ สามารถช่วยให้ผ่อนคลายและใจเย็นได้ หรือช่วยให้ตื่นตัว ลดอาการง่วงนอนได้ด้วย ตามลักษณะของกลิ่นที่ใช้
- ข้อดีต่อตัวรถยนต์: ช่วยกลบกลิ่นไม่พึงประสงค์ภายในรถได้ ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นอาหาร ควันบุหรี่ หรือแม้แต่กลิ่นจากความชื้น และยังช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีในรถได้อีกด้วย
ข้อเสียของน้ำหอมรถยนต์
- ข้อเสียต่อคนในห้องโดยสาร: อันตรายของน้ำหอมรถยนต์ จะส่งผลต่อกลุ่มคนที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ละอองไอน้ำที่ฟุ้งกระจายในรถอาจทำให้เกิดอาการแพ้ แสบจมูก หรือหายใจลำบากได้ นอกจากนี้กลิ่นบางกลิ่นยังอาจทำให้คนในรถเมาน้ำหอมได้
- ข้อเสียต่อตัวรถยนต์: ตัวน้ำหอมอาจเข้าไปสะสมอยู่ในแอร์รถยนต์ จนทำให้มีกลิ่นอับได้ในภายหลัง และยังส่งผลให้ระบบแอร์มีปัญหาได้
เปรียบเทียบน้ำหอมคน vs น้ำหอมรถยนต์
ถึงแม้จะถูกเรียกว่าน้ำหอมเหมือนกัน แต่ลักษณะการทำงานนั้น แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง โดย
- น้ำหอมคน: ทำงานร่วมกับเคมีบนผิว และเหงื่อ ส่งผลให้กลิ่นที่กระจายออกไปนั้นแตกต่างกันไปตามบุคคลที่ฉีด ซึ่งกลิ่นจะกระจายตามอุณหภูมิร่างกาย และจังหวะการขยับตัวของคน
- น้ำหอมรถยนต์: กลิ่นคงที่ กลิ่นไหนกลิ่นนั้น ไม่ปรับเปลี่ยน ออกแบบมาเพื่อกระจายตัวได้ดีในพื้นที่ปิด
ส่องกลิ่นน้ำหอมรถยนต์ยอดนิยม ที่คนส่วนใหญ่เลือกใช้

เมื่อพูดถึงกลิ่นของน้ำหอมรถยนต์ หลายคนอาจจะนึกถึงกลุ่มซิตรัส หรือกลิ่นโอเชี่ยน แต่ความจริงแล้ว กลิ่นของน้ำหอมรถยนต์นั้น มีหลากหลายมากๆ ซึ่งแต่ละกลิ่นก็จะมีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป โดยสามารถแบ่งกลิ่นออกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้
1. กลุ่มสดชื่น (Fresh & Citrus)
กลุ่มนี้จะเน้นไปที่การช่วยให้ตื่นตัว ลดความง่วงสะสมระหว่างขับรถ นอกจากนี้ยังสามารถกลบกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้อยู่หมัดที่สุด
- กลิ่นในกลุ่มนี้: กลิ่นเลมอน, กลิ่นมะกรูด, กลิ่นยูคาลิปตัส, กลิ่นพีช, กลิ่นแอปเปิลเขียว, กลิ่นมินต์, กลิ่นโอเชี่ยน และกลิ่นยอดนิยมที่สุดในกลุ่มนี้อย่างกลิ่นส้ม หรือซิตรัส
2. กลุ่มสะอาด (Clean & Powdery)
กลิ่นในกลุ่มสะอาดจะช่วยสร้างความสบายใจ สร้างบรรยากาศที่เป็นมิตร ลดความตึงเครียด ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายไม่หนักสมอง
- กลิ่นในกลุ่มนี้: กลิ่นสบู่, กลิ่นผ้าซักใหม่, กลิ่นคอตตอน, กลิ่นดอกไม้สีขาว และกลิ่นที่นิยมที่สุดคือกลิ่นแป้งเด็ก
3. กลุ่มหรูหรา (Luxury & Woody)
ช่วยในเรื่องของการเสริมภาพลักษณ์ ปรับอารมณ์ให้คงที่ด้วยกลิ่นแนวไม้ที่จะช่วยให้มีสมาธิจดจ่อกับถนนได้ดียิ่งขึ้น
- กลิ่นในกลุ่มนี้: กลิ่นไม้จันทน์หอม, กลิ่นไม้ซีดาร์, กลิ่นหนัง และกลิ่นที่นิยมที่สุดคือกลิ่นชาขาว
4. กลุ่มหวานและผ่อนคลาย (Sweet & Calming)
ปิดท้ายด้วยกลุ่มที่เน้นไปที่การช่วยลดความหงุดหงิด และบำบัดจิตใจ กลิ่นหวานๆ จะช่วยให้รู้สึกใจเย็นลง
- กลิ่นในกลุ่มนี้: กลิ่นลาเวนเดอร์, กลิ่นคาราเมล, กลิ่นกุหลาบ, กลิ่นผลไม้รวม และกลิ่นยอดนิยมอย่างกลิ่นวานิลลา
ทำไมบางครั้งเวลาได้กลิ่นน้ำหอมรถยนต์ ถึงรู้สึกวิงเวียนศีรษะ?
อาการวิงเวียนศีรษะ หรือเมาน้ำหอมนั้น เกิดได้จากสารระเหยในน้ำหอมรถยนต์ อย่างการบูร พิมเสน และสารเคมีอื่นๆ ที่มีความเข้มข้นจนเกินไป เมื่อสูดดมเข้าไป อาจไปส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ และระบบประสาท ทำให้เกิดอาการมึนงงได้ โดยกลิ่นที่มักทำให้เวียนหัวอยู่บ่อยครั้ง ก็จะเป็น
- กลิ่นหวานเลี่ยน เช่นวานิลลาสังเคราะห์ คาราเมล หรือกลิ่นขนมหวานจัดๆ เมื่อผสมกับอากาศอับในรถจะทำให้รู้สึกพะอืดพะอมได้ง่าย
- กลิ่นดอกไม้ที่ฉุนเกินไป เช่นกลิ่นกุหลาบหรือมะลิเกรดต่ำ ที่มีกลิ่นเคมีฟุ้งกระจายแรงเกินไป
- กลิ่นผลไม้เมืองร้อน เช่นกลิ่นทุเรียน หรือผลไม้รวมบางชนิดที่ถ้าเข้มข้นเกินไป จะกลายเป็นกลิ่นเหม็นเปรี้ยวชวนเวียนหัว
ทั้งนี้ เมื่อรู้สึกวิงเวียน หรืออยากป้องกันไม่ให้เกิดอาการนั้นๆ แนะนำให้ควบคุมปริมาณของกลิ่น ไม่ให้มากจนเกินไป และเปิดหน้าต่างเพื่อการระบายอากาศเสมอ ก่อนออกรถให้เปิดหน้าต่างทุกบานทิ้งไว้ 1-2 นาที เพื่อให้ลมไล่สารระเหยที่สะสมอยู่ออกไปให้หมด
แล้วกลิ่นประเภทไหน ที่น้ำหอมรถยนต์ก็ยังเอาไม่อยู่?
ถึงแม้ว่าน้ำหอมรถยนต์บางประเภท จะมีหน้าที่ขจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ แต่กลิ่นเจ้าปัญหาบางกลิ่น ก็รุนแรงถึงขั้นที่น้ำหอมรถยนต์ก็เอาไม่อยู่ และกลิ่นนั้นก็คงหนีไม่พ้นกลิ่นอับของแอร์รถยนต์
- สาเหตุ: เกิดจากความชื้นที่แอร์รถยนต์ไม่สามารถระบายออกได้อย่างเหมาะสม จนเกิดเป็นแหล่งสะสมชั้นยอดของเชื้อรา และแบคทีเรีย ซึ่งเป็นต้นตอของกลิ่นอับที่ว่า
- แนวทางแก้ไข: ไม่ใช่ว่าน้ำหอมรถยนต์เอาไม่อยู่แล้วจะไม่มีทางแก้เลย แนวทางการแก้ปัญหาไม่ได้ยากอย่างที่คิด แนะนำให้นำรถไปล้างแอร์ ทำความสะอาดตู้แอร์ ซึ่งเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ตรงจุดที่สุด
- แนวทางป้องกัน: ทำความสะอาดรถ เปลี่ยนไส้กรองแอร์รถยนต์เป็นประจำ ทุกๆ การใช้งานครบ 10,000 กิโลเมตร และหมั่นเปิดกระจกให้ลมไล่กลิ่นอับหลังใช้งาน
สรุปแล้ว น้ำหอมรถยนต์ ใช้อย่างไรให้ปลอดภัย
การใช้น้ำหอมใส่รถ สามารถส่งผลต่ออารมณ์คนขับ รวมถึงผู้โดยสารในรถได้ด้วย เพราะน้ำหอมในรถช่วยสร้างบรรยากาศภายในรถนั้นดีขึ้น ตามลักษณะของกลิ่นในกลุ่มต่างๆ แต่ก็เป็นดาบสองคม มีข้อดีก็ต้องมีข้อเสีย การเลือกกลิ่นที่ไม่เหมาะสม และการใช้น้ำหอมรถยนต์มากเกินไป อาจทำให้บางคนรู้สึกวิงเวียนศีรษะ รวมถึงทำให้ระบบปรับอากาศของรถยนต์มีปัญหาได้
ถึงแม้ว่าแอร์รถยนต์เสียตามการใช้งานจะเคลมประกันไม่ได้ แต่ถ้าแอร์เสียจากการเกิดอุบัติเหตุรถชนรถ ที่ SILKSPAN เรามีประกันรถยนต์ที่ตอบโจทย์ จากบริษัทชั้นนำให้คุณเปรียบเทียบได้ทันที ไม่ว่าจะเป็น ประกันรถยนต์ชั้น 1, ประกันรถยนต์ชั้น 2+, ประกันรถยนต์ชั้น 3+ และ ประกันรถยนต์ชั้น 3 พร้อมทีมผู้เชี่ยวชาญที่คอยให้คำปรึกษา เพื่อให้คุณได้รับความคุ้มครองที่ตรงใจและคุ้มค่าที่สุดในที่เดียว
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
- Facebook : SILKSPAN
- Instagram : silkspan
- Line Official : @SILKSPAN
- X (twitter) : SILKSPAN
- Youtube : SILKSPAN
- TikTok : silkspan