ทำสีรถยนต์เฉพาะจุดหรือทั้งชิ้น เลือกแบบไหนดี? เคลมประกันได้หรือไม่
สำหรับคนรักรถแล้ว รอยขีดข่วนเพียงเล็กน้อยก็เหมือนรอยร้าวในใจ ไม่ว่าจะเป็นรอยเฉี่ยวชนมุมกันชน รอยหินดีด หรือรอยขูดขีดที่ไม่รู้ที่มาที่ไป เมื่อเกิดขึ้นแล้ว คำถามแรกที่ผุดขึ้นมาคือ จะซ่อมยังไงดี? ใจหนึ่งก็อยากจะเลือกทำสีรถยนต์เฉพาะจุด เพื่อให้ซ่อมเสร็จไวๆ ไม่อยากทิ้งรถไว้อู่นาน แต่อีกใจก็กลัวว่าถ้าซ่อมไม่ดี สีจะเพี้ยน ไม่เหมือนเดิม
ในวงการซ่อมสีรถยนต์ มีทางเลือกหลักๆ อยู่ 2 แบบ คือ “ทำสีรถยนต์เฉพาะจุด” (Spot Repair) และ “ทำสีทั้งชิ้น” (Full Panel Repair) ซึ่งทั้งสองวิธีมีจุดเด่นและข้อจำกัดที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง แถมยังมีประเด็นเรื่องการเคลมประกันเข้ามาเกี่ยวข้องอีกว่า แบบไหนประกันจ่าย แบบไหนเราต้องจ่ายเอง? วันนี้ SILKSPAN จะพาคุณไปเจาะลึกทุกแง่มุม เพื่อให้คุณตัดสินใจได้ถูกต้อง คุ้มค่าเงิน และได้รถสวยเหมือนเดิมกลับมาครับ
Key Takeaways
- ขนาดแผลคือตัวตัดสิน: รอยเล็ก รอยถลอกมุมกันชน เหมาะกับทำสีรถยนต์เฉพาะจุด ส่วนรอยบุบกว้าง หรือกินพื้นที่เกิน 30-40% ของชิ้นงาน ควรทำสีทั้งชิ้น
- ประกันชั้น 1: คุ้มครองทั้งคู่หากเกิดจากอุบัติเหตุ แต่ถ้าเป็นการเก็บรอยรอบคันโดยไม่มีคู่กรณี อาจต้องเสียค่าเสียหายส่วนแรก (Excess)
- ฝีมือช่างสำคัญที่สุด: ไม่ว่าจะเลือกทำสีรถยนต์เฉพาะจุด หรือแบบไหน หากช่างผสมสีไม่แม่น ย่อมเกิดปัญหาสีเพี้ยน การเลือกอู่มาตรฐานในเครือประกันจึงสำคัญมาก
1. รู้จักคู่ชก ทำสีรถยนต์เฉพาะจุด vs ทำสีทั้งชิ้น คืออะไร?
ก่อนจะไปดูว่าแบบไหนดีกว่า เรามาทำความเข้าใจนิยามของทั้งสองวิธีกันก่อนครับ
ทำสีรถยนต์เฉพาะจุด (Spot Repair / Smart Repair)
คือเทคนิคการซ่อมสีที่เน้นทำเฉพาะบริเวณที่มีความเสียหายเท่านั้น เช่น รอยถลอกที่มุมกันชน รอยขูดที่ประตูขนาดเล็ก โดยช่างจะทำการขัด พ่นสีพื้น และพ่นสีจริงเฉพาะจุดนั้น แล้วใช้เทคนิคการเกลี่ยสี (Blending) เพื่อให้สีใหม่กลมกลืนกับสีเดิมของรถ โดยไม่ต้องพ่นทับทั้งชิ้นส่วน
ทำสีทั้งชิ้น (Full Panel Repair)
คือการซ่อมแซมโดยการพ่นสีใหม่ทับทั้งชิ้นส่วนนั้นๆ เช่น หากมีรอยขีดข่วนกลางประตู 1 รอย ช่างจะทำการขัดเตรียมพื้นผิวและพ่นแลกเกอร์เคลือบเงาทับประตูทั้งบาน เพื่อให้พื้นผิวมีความสม่ำเสมอเป็นเนื้อเดียวกันที่สุด
2. เปรียบเทียบชัดๆ ข้อดี-ข้อเสีย เลือกแบบไหนดี?

เพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้น เรามาลองชั่งน้ำหนักข้อดีและข้อเสียของทั้งสองวิธีกันครับ
ทำสีรถยนต์เฉพาะจุด (Spot Repair)
ข้อดี
- ประหยัดเวลา: ใช้เวลาซ่อมเร็วกว่ามาก บางเคสสามารถรอรับได้เลย (Quick Repair) หรือใช้เวลาเพียง 1-2 วัน
- คงสีเดิมโรงงานไว้ได้มากที่สุด: นี่คือจุดเด่นสำคัญ เพราะเราไม่ต้องไปยุ่งกับสีเดิมในส่วนที่ไม่เสียหาย ทำให้เนื้อสีโรงงานยังอยู่ครบ
- ประหยัดค่าใช้จ่าย: หากต้องจ่ายเงินเอง (กรณีไม่มีประกันรถยนต์) ค่าทำสีรถยนต์เฉพาะจุดจะถูกกว่าการทำสีทั้งชิ้นมาก
- ไม่ต้องรื้อถอน: ส่วนใหญ่ไม่ต้องถอดชิ้นส่วนรถออกมาทำ ช่วยลดความเสี่ยงเรื่องกิ๊บล็อกแตก หรือการประกอบกลับไม่สนิท
ข้อเสีย
- ความเสี่ยงเรื่องรอยต่อ: หากช่างฝีมือไม่ถึง การทำสีรถยนต์เฉพาะจุด อาจเห็นรอยต่อของแลกเกอร์ หรือวงด่างๆ บริเวณรอยต่อระหว่างสีเก่าและสีใหม่
- ไม่เหมาะกับชิ้นส่วนแนวนอน: เช่น ฝากระโปรงหน้า หรือหลังคา เพราะเป็นจุดที่รับแสงเต็มๆ การทำสีเฉพาะจุดอาจทำให้เห็นความด่างได้ง่าย
ทำสีทั้งชิ้น (Full Panel Repair)
ข้อดี
- ความเนียนตา: พื้นผิวจะเรียบเนียนเสมอกันทั้งชิ้น ไม่มีรอยต่อของสีหรือแลกเกอร์ให้กวนใจเหมือนการทำสีรถยนต์เฉพาะจุด
- แก้ปัญหาได้จบ: หากชิ้นงานนั้นมีรอยเล็กๆ น้อยๆ กระจายอยู่หลายจุด การทำทีเดียวจบจะคุ้มกว่า
- สีสม่ำเสมอ: ลดโอกาสเกิดปัญหาสีเป็นคลื่น หรือเงาสะท้อนไม่เท่ากัน
ข้อเสีย
- เสียสีเดิมโรงงาน: ต้องขัดสีเดิมของชิ้นนั้นทิ้งไป ซึ่งสีจากโรงงานถือเป็นสีที่มีคุณภาพดีที่สุด
- ใช้เวลานาน: ขั้นตอนการเตรียมพื้นผิว อบสี และประกอบ ต้องใช้เวลานานกว่าการทำสีเฉพาะจุด อาจต้องทิ้งรถไว้ที่อู่หลายวัน
- เสี่ยงสีเพี้ยนกับชิ้นข้างเคียง: หากผสมสีไม่ตรงเป๊ะ ประตูบานที่ทำสีใหม่อาจดูโดดออกมาจากประตูบานอื่นที่ไม่ได้ทำ
3. กรณีไหนควรทำแบบไหน?
- เลือกทำสีเฉพาะจุด เมื่อมีรอยถลอกตามมุมกันชน, รอยครูดชายล่าง, รอยหินดีดเล็กๆ หรือรอยที่ไม่ลึกมากและอยู่ในตำแหน่งที่ไม่สังเกตเห็นได้ง่าย
- เลือกทำสีทั้งชิ้น เมื่อรอยแผลอยู่กลางฝากระโปรงหน้า, รอยบุบขนาดใหญ่, แผลกินพื้นที่กว้าง, ชิ้นส่วนนั้นมีรอยกระจัดกระจายหลายจุด หรือต้องการความเนี้ยบแบบ 100%
4. เคลมประกันได้หรือไม่? เงื่อนไขเป็นอย่างไร
นี่คือส่วนที่เจ้าของรถสับสนมากที่สุด ว่ารอยแบบนี้ประกันรถยนต์ชั้น 1 จ่ายไหม? หรือต้องจ่ายเอง
กรณีเกิดจากอุบัติเหตุชัดเจน (Accident)
ไม่ว่าคุณจะเลือกทําสีรถยนต์เฉพาะจุด หรือทำทั้งชิ้น หากรอยนั้นเกิดจากอุบัติเหตุ เช่น รถชนรถ ถอยชนเสา ขูดฟุตบาท สามารถระบุเหตุการณ์ วันเวลา และสถานที่เพื่อเคลมประกันได้แน่นอนครับ
- บริษัทประกันจะออกใบเคลมให้ โดยส่วนใหญ่หากแผลไม่ใหญ่มาก ประกันอาจอนุมัติให้ทำสีเฉพาะจุด แต่ถ้าแผลใหญ่ ก็จะอนุมัติให้ทำทั้งชิ้นตามมาตรฐานการซ่อม
กรณี “เคลมแห้ง” หรือ “เคลมรอบคัน” (Cosmetic Claim)
หากคุณต้องการเคลมสีรอบคัน เพื่อเก็บรอยขนแมว รอยหินดีดเล็กๆ น้อยๆ สะสมมานาน หรือรอยที่ไม่สามารถระบุคู่กรณีได้ (เช่น รอยขูดขีดในลานจอดรถที่ไม่รู้ว่าโดนตอนไหน)
- ประกันรถยนต์ชั้น 1: สามารถแจ้งเคลมประกันรถได้ครับ แต่… คุณจะต้องเสียค่าเสียหายส่วนแรกภาคสมัครใจ (Excess) ตามกฎของ คปภ. ปกติจะอยู่ที่จุดละ 1,000 บาท
- ทำไมต้องจ่าย?: เพื่อป้องกันการแจ้งเคลมพร่ำเพรื่อ หรือการเคลมเพื่อความสวยงามโดยไม่มีอุบัติเหตุจริง
- เทคนิค: หากมีรอยหลายจุดในชิ้นเดียวกัน (เช่น กันชนหน้ามีรอยหินดีดเต็มไปหมด) ประกันอาจนับเหมาเป็น 1 เหตุการณ์ เสีย 1,000 บาท แต่ถ้าคนละเหตุการณ์ คนละฝั่ง ก็จะนับแยกจุดครับ
กรณี “ประกัน 2+, 3+”
ประกันรถ 2+ หรือ ประกันรถ 3+ ประเภทนี้จะคุ้มครองเฉพาะรถชนรถที่มีคู่กรณีเท่านั้น หากคุณถอยชนเสา หรืออยากเก็บสีรอบคัน ประกันจะไม่คุ้มครอง คุณต้องจ่ายค่าทำสีรถยนต์เฉพาะจุด หรือทำทั้งชิ้นเองทั้งหมดครับ
5. คุณภาพงานซ่อมคือหัวใจสำคัญ
ไม่ว่าคุณจะเลือกซ่อมเฉพาะจุดหรือซ่อมทั้งชิ้น สิ่งที่ตัดสินว่ารถจะออกมาสวยเหมือนใหม่หรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่วิธีการเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ฝีมือช่าง และมาตรฐานอู่
- การเทียบสี (Color Matching): สีรถยนต์ผ่านการใช้งานย่อมซีดจางลงตามกาลเวลา หากช่างผสมสีโดยดูแค่เบอร์สีจากโรงงาน สีใหม่อาจจะสดกว่าสีเดิมจนดูตลก ช่างที่เก่งต้องสามารถผสมสีให้เก่าเท่ากับสีปัจจุบันของรถได้
- การเตรียมพื้นผิว: หากเตรียมพื้นไม่ดี สีใหม่อาจลอกร่อน หรือเกิดฟองอากาศได้ง่ายในอนาคต
ดังนั้น การเลือกทำประกันภัยรถยนต์ที่มีเครือข่ายอู่ซ่อมมาตรฐาน จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก หากคุณทำประกันผ่าน SILKSPAN คุณจะมั่นใจได้ในเรื่องนี้ เพราะเราคัดสรรบริษัทประกันชั้นนำที่มีอู่ในเครือเกรด A และศูนย์บริการ (ซ่อมห้าง) ครอบคลุมทั่วประเทศ ให้คุณเลือกอู่ใกล้บ้านที่ไว้ใจได้ พร้อมการันตีคุณภาพงานซ่อม ไม่ต้องมานั่งลุ้นว่ารถจะสีเพี้ยนหรือไม่
สรุป เลือกวิธีซ่อมที่ตอบโจทย์และเหมาะสม แล้วรถจะสวยคุ้มค่า
การเลือกทำสีเฉพาะจุดหรือทั้งชิ้น ขึ้นอยู่กับลักษณะแผลและความต้องการของคุณเป็นหลัก
- แผลเล็ก/มุมกันชน: ทำสีเฉพาะจุด (Spot Repair) คุ้มกว่า เร็วกว่า เก็บสีเดิมโรงงานไว้ได้
- แผลใหญ่/กลางชิ้น: ทำสีทั้งชิ้น (Full Panel) จบกว่า เนียนกว่า แต่อาจต้องทิ้งรถนาน
และอย่าลืมเช็กเงื่อนไขกรมธรรม์ของคุณให้ดี หากเป็นประกันรถยนต์ชั้น 1 คุณมีความคุ้มครองอยู่ในมือแล้ว ใช้สิทธิ์ให้ถูกต้อง หากเป็นการเคลมรถจากอุบัติเหตุ คุณแทบไม่ต้องเสียเงินสักบาท แต่ถ้าเป็นการเก็บรอยเพื่อความสวยงาม เตรียมงบค่า Excess ไว้หน่อย แลกกับรถที่กลับมาสวยเหมือนใหม่ ก็ถือว่าคุ้มค่าครับ
หากคุณกำลังมองหาประกันชั้น 1 ที่เคลมง่าย อู่เยอะ หรือต้องการคำปรึกษาเรื่องการเคลม SILKSPAN พร้อมดูแลคุณด้วยข้อเสนอจากบริษัทประกันชั้นนำกว่า 20 แห่ง เปรียบเทียบเบี้ยง่ายๆ ผ่อน 0% ได้ทันที เพื่อให้คุณมีผู้ช่วยที่พึ่งพาได้ในทุกสถานการณ์
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
- Facebook : SILKSPAN
- Instagram : silkspan
- Line Official : @SILKSPAN
- X (twitter) : SILKSPAN
- Youtube : SILKSPAN
- TikTok : silkspan
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: ทำสีเฉพาะจุด สีจะเพี้ยนไหม?
A: มีโอกาสเพี้ยนได้หากช่างผสมสีไม่แม่นยำ หรือเกลี่ยสี (Blending) ไม่ดีพอ แต่ถ้าทำในอู่มาตรฐานที่มีเครื่องมือเทียบสีและห้องพ่นสีที่ได้คุณภาพ แทบจะดูไม่ออกเลยครับ
Q: เคลมสีรอบคัน เสียเงินเท่าไหร่?
A: หากเป็นการเคลมแบบไม่มีคู่กรณี (เคลมแห้ง) ปกติจะเสียค่าเสียหายส่วนแรก (Excess) จุดละ 1,000 บาท แต่อาจมีการเหมาจ่ายได้ในบางกรณี ขึ้นอยู่กับการเจรจากับเจ้าหน้าที่เคลมและเงื่อนไขของแต่ละบริษัทประกันครับ
Q: ทำสีเฉพาะจุด ใช้เวลานานเท่าไหร่?
A: โดยเฉลี่ยใช้เวลาประมาณ 1-2 วัน หรือบางอู่ที่มีบริการ Quick Repair อาจทำเสร็จภายใน 4-6 ชั่วโมงครับ ซึ่งเร็วกว่าการทำสีทั้งชิ้นที่อาจใช้เวลา 3-5 วัน