รวมวิธีไล่หนูออกจากเครื่องยนต์รถ พร้อมไขข้อสงสัย หนูกัดสายไฟเคลมได้ไหม ?
รู้หรือไม่ ? หนูเป็นสัตว์ที่สร้างความเสียหายให้กับรถยนต์ของคุณได้มากกว่าที่คิด เพราะพวกมันเป็นสัตว์ฟันแทะที่มีความซุกซนเป็นพิเศษ หากเข้าไปอาศัยในส่วนใดส่วนหนึ่งของตัวรถ อาจจะไปแทะสายไฟจนทำให้รถเสียหายได้ บทความนี้ SILKSPAN ได้นำเอาวิธีไล่หนูที่เห็นผลได้จริงมาฝาก พร้อมกับไขข้อสงสัยไปพร้อม ๆ กัน ถึงกรณีที่รถยนต์เสียหายจากการที่หนูเข้าไปกัดสายไฟ ประกันภัยรถยนต์คุ้มครองหรือไม่ และจะต้องเป็นประกันภัยรถยนต์ชั้นอะไรถึงจะคุ้มครอง
Key Takeaway
- 5 วิธีไล่หนูที่ได้ผล: ใช้สเปรย์ไล่หนู, วางลูกเหม็น, ติดตะแกรงโลหะปิดช่องทางเข้า, เปลี่ยนที่จอดรถให้ห่างจากถังขยะ/ท่อระบายน้ำ และหมั่นทำความสะอาดห้องเครื่องเพื่อล้างกลิ่นที่หนูทิ้งไว้
- ประกันชั้น 1 เท่านั้นที่คุ้มครอง: กรณีหนูกัดสายไฟถือเป็น “อุบัติเหตุไม่มีคู่กรณี” ซึ่ง ประกันรถยนต์ชั้น 1 สามารถเคลมได้ ส่วนประกันชั้น 2+, 3+ หรือชั้นอื่นๆ จะไม่คุ้มครองในกรณีนี้
- ข้อควรระวังเมื่อรถสตาร์ทไม่ติด: หากสงสัยว่าสายไฟถูกกัด ห้ามสตาร์ทรถซ้ำๆ เพราะอาจเกิดไฟฟ้าลัดวงจร ให้รีบเปิดฝากระโปรงสังเกตร่องรอยการถูกกัดแทะก่อน
- วิธีรับมือเหตุฉุกเฉิน: หากได้กลิ่นไหม้จากห้องเครื่อง ให้ปิดสวิตช์รถและ ถอดขั้วลบแบตเตอรี่ออกทันที เพื่อป้องกันไฟไหม้รถ
- บริการเสริมเป็นตัวช่วยสำคัญ: สำหรับผู้ที่มีประกันชั้น 1 หากรถเสียหายจากหนูจนขับไม่ได้ สามารถเรียกใช้ บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (Roadside Assistance) เพื่อลากรถเข้าอู่ได้ตลอด 24 ชม.
เพราะหนูมีอยู่ทุกที่ ดังนั้นวิธีไล่หนูในห้องเครื่องจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนควรต้องรู้
อย่างที่เรารู้กันดี หนูนั้นเป็นสัตว์ที่มีอยู่ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมที่สะอาดเพียงใด ก็มักจะมีหนูอยู่เสมอเพียงแค่คุณอาจมองไม่เห็นมันก็เท่านั้นเอง และในห้องเครื่องรถยนต์เป็นสภาพแวดล้อมที่หนูชอบมาก เนื่องจากมีความอบอุ่น พร้อมกับเป็นพื้นที่หลบภัยจากสัตว์นักล่าได้อีกด้วย นั่นคือเหตุผลที่เราควรรู้จักกับวิธีไล่หนู ออกจากห้องเครื่องรถยนต์ เพราะเชื่อว่าคงไม่มีใครอยากจะเคลมประกันรถยนต์ เนื่องจากปล่อยปละละเลยให้มีหนูเข้ามาอยู่อาศัย แล้วก็แทะสายไฟจนรถเสียหายอย่างแน่นอน
5 วิธีไล่หนูแบบปลอดภัย ได้ผลจริง แก้ปัญหาที่ต้นเหตุไม่ใช่ปลายเหตุ
การไล่หนูในห้องเครื่องนั้นทำได้หลายวิธี แม้ว่าพวกมันจะเป็นสัตว์ที่น่ารำคาญ แต่ก็มีวิธีจัดการได้ง่ายมาก ๆ ซึ่งเราจะเลี่ยงวิธีกำจัดหนู แต่จะเน้นไปที่วิธีไล่หนู เพราะบ้านเราเป็นเมืองพุทธ เชื่อว่าหากเลี่ยงได้คงไม่มีใครอยากฆ่าสัตว์ตัดชีวิต โดยวิธีที่เราแนะนำก็จะมีดังต่อไปนี้
1. ใช้สเปรย์ไล่หนู
เป็นวิธีไล่หนูที่นิยมมากในปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ไล่หนูแบบสเปรย์จะมีส่วนผสมที่มีกลิ่นที่หนูไม่ชอบ เพราะหนูเป็นสัตว์ที่มีประสาทรับกลิ่นดีมาก หากเจอกลิ่นที่พวกมันไม่ชอบก็จะหลีกเลี่ยงบริเวณนั้น ๆ สิ่งสำคัญคือเลือกใช้สเปรย์ที่มีคุณภาพ และเลือกฉีดในบริเวณที่สำคัญของตัวรถ เช่น ซุ้มล้อด้านใน ใต้ท้องรถบริเวณใกล้กับห้องเครื่อง หรือ แถว ๆ ขอบห้องเครื่องที่เป็นซอกหลืบ ควรฉีดอย่างระมัดระวัง เลี่ยงการฉีดใกล้กับบริเวณที่มีความร้อนจัด
2. ใช้ลูกเหม็น
ลูกเหม็นส่วนมากทำมาจาก แนฟทาลีน หรือ พาราไดคลอโรเบนซีน ซึ่งเมื่อใช้งานจะค่อย ๆ ระเหยเป็นไอ และมีกลิ่นที่รุนแรงมาก สามารถใช้ไล่แมลงได้ ขณะเดียวกันก็สามารถใช้ไล่หนูได้เช่นเดียวกัน แต่อาจไม่ได้มีประสิทธิภาพสูงสักเท่าไหร่ สามารถใช้แก้ขัดไปก่อนเพื่อมองหาวิธีอื่นอย่างเช่น การหาผลิตภัณฑ์สเปรย์ไล่หนู วิธีใช้คือการนำลูกเหม็นวางไว้รอบ ๆ ตัวรถ หรือ วางเอาไว้บริเวณใต้ท้องรถ
3. ปิดช่องทางไม่ให้หนูเข้า
บางครั้งเราอาจไม่จำเป็นต้องมองหาวิธีไล่หนู หากเราสามารถป้องกันไม่ให้หนูเข้าไปในตัวรถเราตั้งแต่แรก การปิดช่องทางไม่ให้หนูเข้าไปในห้องเครื่องได้ จึงเป็นตัวเลือกที่เห็นผลได้ชัดเจนมากที่สุด วัสดุที่เหมาะสมคือตะแกรงโลหะขนาดเล็ก ติดเอาไว้ในจุดที่เสี่ยงที่หนูจะมุดเข้าไป การติดอาจต้องอาศัยอู่ที่มีความชำนาญ หรือหากใครที่มีทักษะช่างก็สามารถซื้อตะแกรงมาติดได้ด้วยตนเอง
4. เปลี่ยนพฤติกรรมการจอดรถ
เป็นอีกหนึ่งวิธีการป้องกันไม่ให้หนูเข้าไปในตัวรถ แทนที่เราจะมาไล่หนูในห้องเครื่อง สู้หาทางให้หนูเข้าไปไม่ได้น่าจะดีกว่า ซึ่งพฤติกรรมการจอดรถเองก็มีส่วนที่ทำให้หนูเข้ารถได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ชอบจอดรถในพื้นที่รก ๆ จอดใกล้กับฝ่าท่อระบายน้ำ หรือ จอดใกล้กับบริเวณที่มีถังขยะที่เป็นแหล่งอาศัยของหนู หากเลี่ยงจอดในพื้นที่เหล่านั้น ก็จะลดความเสี่ยงของปัญหาหนูเข้าไปในห้องเครื่องได้
5. ทำความสะอาดตัวรถเป็นประจำ
ปิดท้ายวิธีไล่หนู ด้วยการทำความสะอาดตัวรถเป็นประจำ เพราะสาเหตุที่หนูเข้ามาหลบในห้องเครื่อง เนื่องจากมันมาหาพื้นที่ทำรังอยู่อาศัย และเข้ามาเพื่อหาอาหารประทังชีพ ดังนั้นการทำความสะอาดตัวรถเป็นประจำ จะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงลงไปได้เยอะพอสมควร เช่น ไม่ปล่อยให้มีเศษอาหารในห้องเครื่องยนต์ ซึ่งจะส่งกลิ่นล่อให้หนูเข้ามา หรือ การทำความสะอาดทุกครั้งเมื่อพบว่าหนูเข้ามาในตัวรถ เนื่องจากหนูจะทิ้งกลิ่นเอาไว้ แล้วจะเชิญชวนหนูตัวอื่น ๆ เข้ามา
หากรถยนต์เสียหายจากหนูเข้าไปกัดสายไฟ เคลมประกันรถยนต์ชั้น 1ได้ไหม ?

เมื่อมีเหตุการณ์หนูในห้องเครื่อง จนสร้างความเสียหายให้กับรถยนต์ ผู้ที่ทำ ประกันรถยนต์ชั้น 1 สามารถนำรถเข้ารับการเคลมได้ เนื่องจากความเสียหายที่เกิดขึ้น จะถูกนับเป็นกรณีอุบัติเหตุไม่มีคู่กรณี ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสัตว์ชนิดอะไร ก็สามารถเคลมได้ในกรณีเดียวกัน ทว่าหากเป็นประกันชั้น ประกันรถยนต์ 2+ , ประกันรถยนต์ชั้น 2 และ ประกันรถยนต์ 3+ จะไม่สามารถเคลมได้
คำแนะนำในกรณีฉุกเฉิน เมื่อรถยนต์สตาร์ทไม่ติด เนื่องจากถูกหนูกัดสายไฟ
- หากพยายามสตาร์ทแล้วรถเงียบ บนหน้าปัดมีไฟแจ้งเตือนหลายดวงพร้อมกัน อย่าพยายามสตาร์ทซ้ำอีก เพราะอาจเกิดจากหนูกัดจนสายไฟขาด ถ้าพยายามสตาร์ทซ้ำอาจเกิดไฟฟ้าลัดวงจร
- ลองตรวจสอบด้วยตนเองง่าย ๆ ด้วยการเปิดฝากระโปรงเช็คห้องเครื่อง ลองมองไปที่สายไฟต่าง ๆ ว่ามีร่องรอยการถูกกัดแทะหรือไม่ ไม่จำเป็นต้องยุ่งอะไรกับเครื่องยนต์ แค่สังเกตอย่างเดียว
- หากได้กลิ่นไหม้ออกมาจากห้องเครื่อง ให้ปิดสวิตช์รถทันที เปิดฝากระโปรง จากนั้นถอดขั้วลบของแบตเตอรี่ออก ซึ่งจะมีสัญลักษณ์ระบุเอาไว้บนขั้วแบตเตอรี่
- กรณีที่ทำประกันชั้น 1 เอาไว้ สามารถโทรแจ้งขอความช่วยเหลือฉุกเฉินได้ทันที หรือถ้าไม่ได้ทำประกันก็จะเป็นการโทรขอความช่วยเหลือจากช่างซ่อมตามความสะดวก
รับข้อเสนอพิเศษ
ทำประกันรถยนต์ชั้น 1 อุ่นใจได้เสมอ แม้ต้นเหตุของปัญหาจะเป็นเจ้าหนูน้อย
นอกจากหนูแล้ว สัตว์ในตระกูลฟันแทะทุกชนิดสามารถสร้างความเสียหายให้กับรถได้ทั้งหมด แต่เนื่องจากกรณีความเสียหายจากหนูพบได้บ่อยที่สุด เราหวังว่าบทความนี้มอบความรู้ถึงวิธีไล่หนูให้กับผู้อ่าน จะได้สามารถลดความเสี่ยงของปัญหาตั้งแต่ต้นเหตุ ส่วนเรื่องของประกันภัยรถยนต์ ชัดเจนแล้วว่า แม้ความเสียหายจะเกิดขึ้นจากหนู แต่ถ้าทำประกันชั้น 1 ก็เคลมได้ สำหรับใครที่สนใจอยากทำประกัน ติดต่อ SILKSPAN ได้เลยผ่านช่องทางดังต่อไปนี้ เรามีความคุ้มครองจากบริษัทชั้นนำมาเสนอให้กับคุณ พร้อมสิทธิพิเศษอีกมากมาย
- Facebook : SILKSPAN
- Instagram : silkspan
- Line Official : @SILKSPAN
- X (twitter) : SILKSPAN
- Youtube : SILKSPAN
- TikTok : silkspan