ใบขับขี่สาธารณะ คืออะไร ต่างกับใบขับขี่ทั่วไปอย่างไร? คู่มือสำหรับคนอยากมีรายได้จากการขับรถ
ในยุคที่อาชีพเสริมมาแรง หลายคนหันมาสร้างรายได้ผ่านการขับรถ ไม่ว่าจะเป็นการขับรถส่งอาหาร (Food Delivery), ขับรถรับส่งผู้โดยสารผ่านแอปพลิเคชัน (Ride-hailing) อย่าง Grab หรือ Bolt, ไปจนถึงการขับรถแท็กซี่และวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง แต่สิ่งหนึ่งที่หลายคนมักมองข้ามหรือเข้าใจผิดคือ การใช้ใบขับขี่ส่วนบุคคลมาประกอบอาชีพเหล่านี้ ซึ่งในทางกฎหมายแล้วอาจจะไม่ถูกต้อง 100%
กุญแจสำคัญที่จะทำให้คุณประกอบอาชีพเหล่านี้ได้อย่างถูกกฎหมายและเป็นมืออาชีพคือใบขับขี่สาธารณะ บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกว่ามันคืออะไร ต่างจากใบขับขี่ธรรมดาอย่างไร และถ้าอยากจะทําใบขับขี่สาธารณะต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง เพื่อให้คุณขับขี่ได้อย่างอุ่นใจ ไร้กังวลเรื่องกฎหมาย
Key Takeaways
- ใช้ทำมาหากิน: ใบขับขี่สาธารณะอนุญาตให้ใช้รถเพื่อรับจ้างหรือบริการสาธารณะได้ (ป้ายเหลือง) ต่างจากใบขับขี่ส่วนบุคคลที่ใช้ได้เฉพาะรถส่วนตัว
- เกณฑ์อายุสูงกว่า: ผู้ขอต้องมีอายุ 20-22 ปีขึ้นไป (แล้วแต่ประเภทรถ) และต้องไม่มีประวัติอาชญากรรม
- สอบเข้มข้นกว่า: มีการทดสอบความรู้เรื่องเส้นทางและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริการสาธารณะเพิ่มเข้ามา
- ประกันต้องระบุ: รถรับจ้างสาธารณะต้องใช้กรมธรรม์ที่ระบุรหัส “เพื่อการพาณิชย์” ประกันชั้น 1 ส่วนบุคคลทั่วไปอาจเคลมไม่ได้หากนำมาขับรับจ้าง
เจาะลึก “ใบขับขี่ สาธารณะ” คืออะไร? ต่างกับ “ใบขับขี่ทั่วไป” ตรงไหน?
ใบขับขี่สาธารณะ หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ “ใบอนุญาตขับรถสาธารณะ” คือเอกสารที่กรมการขนส่งทางบกออกให้เพื่ออนุญาตให้ผู้ถือบัตรสามารถขับรถเพื่อการรับจ้างขนส่งผู้โดยสาร หรือใช้ในกิจการขนส่งสาธารณะได้ สังเกตง่ายๆ คือผู้ขับขี่รถ “ป้ายเหลือง” จำเป็นต้องมีใบอนุญาตประเภทนี้นั่นเอง
ความแตกต่างระหว่าง ใบขับขี่ส่วนบุคคล vs ใบขับขี่สาธารณะ
- วัตถุประสงค์การใช้งาน:
- ใบขับขี่ส่วนบุคคล (ชั่วคราว/5 ปี): ใช้สำหรับขับรถส่วนตัว (ป้ายขาว) เพื่อการเดินทางทั่วไปห้ามนำไปใช้รับจ้างขนส่งผู้โดยสาร
- ใบขับขี่ สาธารณะ: ใช้สำหรับขับรถรับจ้าง (ป้ายเหลือง) หรือรถบริการธุรกิจ (ป้ายเขียว) สามารถประกอบอาชีพหารายได้จากการขับรถได้ถูกต้องตามกฎหมาย
- คุณสมบัติผู้สมัคร:
- ส่วนบุคคล: อายุ 18 ปีขึ้นไป ก็สามารถทำใบขับขี่รถยนต์ได้
- สาธารณะ: ต้องมีอายุมากกว่า โดยรถจักรยานยนต์สาธารณะต้องอายุ 20 ปีขึ้นไป และรถยนต์สาธารณะต้องอายุ 22 ปีขึ้นไป ที่สำคัญต้องผ่านการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม
- อายุของใบอนุญาต:
- ใบขับขี่สาธารณะมีอายุ 3 ปี (ต้องต่ออายุบ่อยกว่าแบบส่วนบุคคลที่มีอายุ 5 ปี) เพื่อให้มีการตรวจสอบสมรรถภาพและความประพฤติถี่ขึ้น
ประเภทของใบขับขี่สาธารณะ มีกี่แบบ?
ก่อนจะไปดูวิธีทำใบขับขี่ เรามาดูกันก่อนว่าประเภทที่คุณต้องทำคือแบบไหน:
- ใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะ: สำหรับคนขับแท็กซี่, รถตู้สาธารณะ, รถลีมูซีน หรือรถรับจ้างผ่านแอปฯ ที่จดทะเบียนเป็นรถสาธารณะ
- ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์สาธารณะ: สำหรับพี่วินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง หรือไรเดอร์ส่งของที่ต้องการความถูกต้องสูงสุด
- ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อสาธารณะ: สำหรับผู้ขับขี่รถตุ๊กตุ๊ก
ขั้นตอนการสอบใบขับขี่สาธารณะ ต้องทำอย่างไรบ้าง?

สำหรับคนที่ถือใบขับขี่ส่วนบุคคล (แบบ 5 ปี หรือตลอดชีพ) อยู่แล้ว และต้องการยกระดับเป็นแบบสาธารณะ สามารถดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้:
1. เตรียมเอกสารให้พร้อม
- ใบขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคล (ชนิด 5 ปี หรือตลอดชีพ) ใบจริง พร้อมสำเนา
- บัตรประชาชนฉบับจริง พร้อมสำเนา
- ใบรับรองแพทย์ (อายุไม่เกิน 1 เดือน) รับรองว่าไม่เป็นโรคต้องห้าม
- รูปถ่ายขนาด 3 นิ้ว (สำหรับติดบัตรประจำตัวผู้ขับรถสาธารณะ)
2. จองคิวและยื่นคำขอ
แนะนำให้จองคิวผ่านแอปพลิเคชัน DLT Smart Queue เลือกหัวข้อ “งานใบอนุญาต” > “อื่นๆ” หรือ “ขอรับใบอนุญาตขับรถสาธารณะ” เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการเข้ารับบริการที่สำนักงานขนส่ง
3. ทดสอบสมรรถภาพร่างกาย
เหมือนกับการทำใบขับขี่ปกติ คือ ทดสอบตาบอดสี, สายตาทางกว้าง, สายตาทางลึก และปฏิกิริยาทางเท้า (เบรก)
4. การอบรมใบขับขี่สาธารณะ
นี่คือขั้นตอนสำคัญ ผู้ขอต้องเข้ารับการอบรมตามหลักสูตรที่กรมฯ กำหนด ซึ่งจะมีเนื้อหาเข้มข้นกว่าปกติ เน้นเรื่อง:
- กฎหมายว่าด้วยรถยนต์และกฎจราจรที่เกี่ยวข้อง
- จิตสำนึกและการให้บริการผู้โดยสาร
- ความรู้เรื่องเส้นทางและภูมิศาสตร์
- ภาษาอังกฤษเบื้องต้นสำหรับผู้ขับรถสาธารณะ (ในบางพื้นที่ท่องเที่ยว)
อบรมใบขับขี่สาธารณะออนไลน์ ได้หรือไม่? ปัจจุบัน กรมการขนส่งทางบกเปิดให้มีการอบรมใบขับขี่สาธารณะออนไลน์ ผ่านระบบ DLT e-Learning ได้ในบางกรณี เช่น การต่ออายุใบขับขี่สาธารณะ แต่สำหรับผู้ขอใหม่ (ขอครั้งแรก) มักจะต้องเข้าอบรมที่สำนักงานขนส่ง (Onsite) เพื่อให้เจ้าหน้าที่ประเมินทัศนคติอย่างใกล้ชิด แนะนำให้ตรวจสอบกับสำนักงานขนส่งพื้นที่ของท่านอีกครั้ง เนื่องจากนโยบายอาจมีการเปลี่ยนแปลง
5. สอบใบขับขี่สาธารณะ (ข้อเขียน)
ต้องสอบข้อเขียนผ่านระบบ E-exam โดยเนื้อหาจะเน้นเรื่องกฎระเบียบรถสาธารณะและเส้นทาง เกณฑ์การผ่านอยู่ที่ 90% (ผิดได้ไม่กี่ข้อ)
6. ตรวจสอบประวัติอาชญากรรม (สำคัญมาก)
เจ้าหน้าที่จะส่งข้อมูลของท่านไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อตรวจสอบประวัติอาชญากรรม หากเคยมีคดีร้ายแรง เช่น คดีทางเพศ ทำร้ายร่างกาย หรือยาเสพติด อาจไม่ได้รับการพิจารณา หรือต้องรอให้พ้นโทษตามระยะเวลาที่กำหนดก่อน
7. ชำระค่าธรรมเนียมและถ่ายรูป
เมื่อผ่านทุกขั้นตอนและผลการตรวจสอบประวัติผ่าน ท่านจะได้รับใบขับขี่สาธารณะ พร้อม “บัตรประจำตัวผู้ขับรถ” (บัตรเหลือง) สำหรับติดหน้ารถ
อยากทําใบขับขี่สาธารณะ ต้องระวังเรื่องประกันรถยนต์ด้วย
เมื่อคุณเปลี่ยนสถานะจาก “ผู้ขับขี่ทั่วไป” มาเป็น “ผู้ขับขี่รถสาธารณะ” สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงคือความเสี่ยง การขับรถรับส่งผู้โดยสารวันละหลายชั่วโมง ย่อมมีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุมากกว่าการขับรถไปทำงานเช้า-เย็นกลับ
ประกันรถยนต์ส่วนบุคคล ใช้กับรถสาธารณะได้ไหม?
คำตอบคือ “ไม่ได้” หรืออาจมีปัญหาตอนเคลม หากคุณ ทำประกันรถยนต์ชั้น 1 แบบส่วนบุคคล (รหัส 110) แต่เกิดอุบัติเหตุในขณะที่กำลังรับงานขับ Grab หรือขับแท็กซี่ บริษัทประกันมีสิทธิ์ ปฏิเสธความคุ้มครอง ได้ เพราะถือว่าใช้งานรถผิดประเภท (Commercial Use vs Personal Use)
ทางออกคืออะไร?
- แจ้งบริษัทประกัน: หากคุณนำรถส่วนตัวมารับจ้างผ่านแอปฯ ต้องแจ้งบริษัทประกันเพื่อขอเปลี่ยนประเภทกรมธรรม์ หรือซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติมสำหรับการใช้เพื่อการพาณิชย์
- เลือกประกันสำหรับรถสาธารณะ: สำหรับแท็กซี่ หรือรถป้ายเหลือง จะมีแพ็กเกจประกันเฉพาะกลุ่ม (เช่น รหัส 320 หรือ 330) ซึ่งเบี้ยประกันอาจสูงกว่ารถบ้านเล็กน้อย แต่แลกมาด้วยความคุ้มครองที่ครอบคลุมทั้งตัวรถ ผู้ขับขี่ และ ผู้โดยสาร ซึ่งกฎหมายบังคับให้ต้องมี
แนะนำประกันรถยนต์สำหรับคนขับรถสาธารณะ/รถรับจ้าง
- ประกันรถยนต์ชั้น 1 (เชิงพาณิชย์): คุ้มครองครบที่สุด รถชนรถ รถชนเสา รถหาย ไฟไหม้ และรับผิดชอบชีวิตผู้โดยสาร เหมาะกับรถใหม่หรือรถที่ใช้ประกอบอาชีพหลัก
- ประกันรถยนต์ 2+: คุ้มครองรถเรา (กรณีชนมีคู่กรณี) + รถหาย + ไฟไหม้ เหมาะสำหรับคนขับรถชำนาญแล้ว ช่วยประหยัดเบี้ยได้
- ประกันรถยนต์ 3+: ซ่อมเขา + ซ่อมเรา (เฉพาะรถชนรถ) เป็นตัวเลือกประหยัดสุด แต่ยังอุ่นใจเวลาเกิดเหตุเฉี่ยวชนบนท้องถนน
รับข้อเสนอพิเศษ
สรุป: ใบขับขี่สาธารณะ คือใบเบิกทางสู่ความเป็นมืออาชีพ
การมีใบขับขี่สาธารณะ ไม่ใช่แค่เรื่องของการทำตามกฎหมาย แต่เป็นการยืนยันถึง “มาตรฐาน” และ “ความน่าเชื่อถือ” ของตัวผู้ขับขี่เอง ว่าผ่านการคัดกรองทั้งสมรรถภาพ ประวัติ และทัศนคติมาแล้ว หากคุณกำลังวางแผนจะยึดอาชีพขับรถรับจ้าง การสละเวลาไปสอบใบขับขี่สาธารณะ ให้ถูกต้อง คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด
และเพื่อความปลอดภัยของรายได้และอนาคต อย่าลืมให้ความสำคัญกับ ประกันรถยนต์ ที่ถูกต้อง หากคุณไม่แน่ใจว่าประกันที่มีอยู่ครอบคลุมการขับรถรับจ้างหรือไม่ หรือกำลังมองหา ประกันรถยนต์ 2+ หรือ ประกันรถยนต์ชั้น 1 ที่รองรับการใช้งานของคุณ สามารถมาเปรียบเทียบเบี้ยประกันและความคุ้มครองจากบริษัทชั้นนำกว่า 20 แห่งได้ที่ SILKSPAN เราพร้อมช่วยให้คุณเลือกแผนที่ใช่ ในราคาที่คุ้มค่าที่สุด
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: ใบขับขี่ส่วนบุคคล 2 ปี (ชั่วคราว) ทำใบขับขี่สาธารณะได้ไหม?
A: ไม่ได้ครับ ท่านต้องถือใบขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคลชนิด 5 ปี หรือตลอดชีพ มาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี จึงจะสามารถยื่นขอทำใบขับขี่สาธารณะได้
Q: เคยติดคุก ทำใบขับขี่สาธารณะได้ไหม?
A: ขึ้นอยู่กับฐานความผิดครับ หากเป็นคดีทั่วไปที่พ้นโทษมาแล้วเกิน 3 ปี มักจะทำได้ แต่หากเป็นคดีเกี่ยวกับความผิดทางเพศ ภัยสังคม หรือยาเสพติด อาจมีข้อกำหนดที่เข้มงวดกว่า หรือต้องรอระยะเวลานานกว่านั้น ตามกฎหมายใหม่
Q: อบรม ใบขับขี่ สาธารณะ ออนไลน์ ได้ที่เว็บไหน?
A: สามารถเข้าอบรมได้ที่เว็บไซต์ www.dlt-elearning.com ของกรมการขนส่งทางบก แต่อย่าลืมตรวจสอบก่อนว่ากรณีของท่าน (ขอใหม่ หรือ ต่ออายุ) สามารถใช้วุฒิบัตรจากการอบรมออนไลน์ได้หรือไม่
Q: ถ้าขับ Grab โดยไม่มีใบขับขี่สาธารณะ ผิดกฎหมายไหม?
A: ตามกฎหมายรถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน ผู้ขับขี่จะต้องมีใบอนุญาตขับรถสาธารณะ และนำรถไปจดทะเบียนเป็นรถยนต์รับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ให้ถูกต้อง หากไม่มี อาจมีความผิดตาม พ.ร.บ. รถยนต์ ครับ