ขับรถชนเสาไฟฟ้าทำอย่างไรดี? ประกันรถยนต์คุ้มครองค่าเสียหายไหม
อุบัติเหตุขับรถชนเสาไฟฟ้า เป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น เพราะนอกจากจะสร้างความเสียหายต่อตัวรถและเสี่ยงต่ออันตรายถึงชีวิตแล้ว ยังมีความซับซ้อนในเรื่องของข้อกฎหมายและค่าชดเชยความเสียหายต่อทรัพย์สินของทางราชการด้วย หลายคนอาจสงสัยว่าหากเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น จะต้องรับมืออย่างไร ค่าเสียหายแพงแค่ไหน ประกันคุ้มครองหรือไม่ บทความนี้ SILKSPAN รวบรวมทุกคำตอบที่ต้องรู้ เพื่อเตรียมความพร้อมและรับมือได้อย่างถูกต้อง
เมื่อ “ขับรถชนเสาไฟฟ้า” ต้องทำอะไรเป็นอันดับแรก
เมื่อเกิดเหตุขับรถชนเสาไฟฟ้า สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ความปลอดภัยของชีวิต” การประเมินสถานการณ์รอบตัวอย่างระมัดระวังก่อนตัดสินใจลงจากรถคือสิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรก โดยสามารถแบ่งวิธีการรับมือตามสถานการณ์ได้ดังนี้
ขับรถชนเสาไฟฟ้าแล้วมีสายไฟพาดโดนตัวรถ
หากมีสายไฟพาดลงมาที่ตัวรถ หรือสังเกตเห็นประกายไฟ ห้ามก้าวลงจากรถเด็ดขาด และพยายามลดการสัมผัสกับโครงเหล็กของตัวรถ เนื่องจากยางรถยนต์ทำหน้าที่เป็นฉนวนกันไฟฟ้า หากก้าวเท้าลงเหยียบพื้นในขณะที่ตัวรถยังมีกระแสไฟรั่ว อาจทำให้ถูกไฟช็อตถึงแก่ชีวิตได้ ให้ตั้งสติและโทรแจ้ง 1129 (กฟภ. – PEA) หรือ 1130 (กฟน. – MEA) ทันที และรออยู่ภายในรถจนกว่าเจ้าหน้าที่จะทำการตัดกระแสไฟฟ้าเรียบร้อยแล้ว
ขับรถชนเสาไฟฟ้าแล้วเกิดไฟไหม้
ในกรณีที่มีสายไฟพาดรถและเกิดเพลิงไหม้ร่วมด้วย จนจำเป็นต้องสละรถทันที ซึ่งวิธีที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) แนะนำคือ เปิดประตูแล้ว “กระโดด” ลอยตัวออกจากรถโดยให้เท้าทั้งสองข้างชิดติดกัน ระวังไม่ให้ร่างกายสัมผัสตัวรถ จากนั้นให้ใช้วิธี “เดินสับเท้าชิดกัน” โดยค่อย ๆ เลื่อนเท้าไปกับพื้นทีละน้อย รักษาเท้าทั้งสองข้างให้ชิดกันเสมอ ห้ามก้าวเท้ายาวหรือวิ่งเด็ดขาด เพื่อป้องกันปรากฏการณ์ Step Voltage ที่กระแสไฟฟ้าอาจไหลผ่านร่างกายจากแรงดันไฟฟ้าที่ต่างกันระหว่างเท้าทั้งสองข้าง และเคลื่อนตัวออกห่างจากรถและสายไฟอย่างน้อย 10 เมตร
พบเหตุผู้อื่นขับรถชนเสาไฟฟ้า
หากคุณเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ ห้ามเข้าไปสัมผัสตัวรถหรือช่วยเหลือผู้บาดเจ็บด้วยมือเปล่าทันที เพราะอาจมีกระแสไฟฟ้ารั่วไหล ให้รักษาระยะห่าง โทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ 191 และหน่วยงานการไฟฟ้าเพื่อตัดไฟก่อนเข้าช่วยเหลือเสมอ
สำหรับกรณีทั่วไปที่ชนเสาไฟฟ้าแล้วไม่มีสายไฟพาดลงมาและไม่มีประกายไฟ ให้ผู้ขับขี่ตั้งสติ ตรวจสอบอาการบาดเจ็บ หากประเมินแล้วว่าปลอดภัย ให้ดับเครื่องยนต์ ลงจากรถไปถ่ายรูปเก็บหลักฐานความเสียหายให้ครบถ้วน จากนั้นโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ แจ้งการไฟฟ้า และติดต่อบริษัทประกันภัยรถยนต์เพื่อส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบจุดเกิดเหตุ
ขับรถชนเสาไฟฟ้า ผิดกฎหมายหรือไม่
การขับรถชนเสาไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงแค่อุบัติเหตุทั่วไป แต่มีความเกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายอย่างชัดเจน เนื่องจากเสาไฟฟ้าถือเป็นทรัพย์สินของทางราชการและเป็นสาธารณสมบัติ
ในทางกฎหมาย การขับรถชนเสาไฟฟ้าจากอุบัติเหตุจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก ฐานขับรถด้วยความประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นได้รับความเสียหาย นอกจากนี้ ผู้ขับขี่ยังมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบทางแพ่งฐานทำละเมิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 และต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 438 ที่ระบุให้ผู้ทำละเมิดต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สินนั้น ๆ ให้กลับคืนสู่สภาพเดิม หรือชดใช้เป็นจำนวนเงินตามมูลค่าความเสียหายที่ประเมินโดยหน่วยงานการไฟฟ้า
ขับรถชนเสาไฟฟ้า ต้องจ่ายค่าเสียหายเท่าไหร่?
ค่าเสียหายจากการชนเสาไฟฟ้านั้นมีมูลค่าค่อนข้างสูงและแตกต่างกันไปตามประเภทของเสาไฟฟ้า รวมถึงอุปกรณ์ต่อพ่วงที่ได้รับความเสียหายร่วมด้วย โดยสามารถประเมินค่าเสียหายเบื้องต้นได้ดังนี้
| ประเภททรัพย์สินที่เสียหาย |
มูลค่าความเสียหายโดยประมาณ (บาท) |
| เสาไฟฟ้าแรงต่ำ (ขนาดเล็ก) |
10,000 – 30,000 |
| เสาไฟฟ้าแรงกลาง (เสาหลัก) |
100,000 – 300,000 |
| หม้อแปลงไฟฟ้า / ระบบสายลงดิน |
500,000 – 1,000,000+ |
| ป้ายจราจร / แบริเออร์สาธารณะ |
5,000 – 20,000 |
ขับรถชนเสาไฟฟ้าต้องจ่ายค่าปรับให้ใคร?
ค่าชดเชยและค่าปรับทั้งหมดจะต้องจ่ายให้กับหน่วยงานที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ หากอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ นนทบุรี และสมุทรปราการ จะต้องชำระให้กับการไฟฟ้านครหลวง (MEA) แต่หากอยู่ในจังหวัดอื่น ๆ จะต้องชำระให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) และหากมีป้ายจราจรเสียหายร่วมด้วย อาจต้องชำระค่าเสียหายให้แก่กรมทางหลวง หรือเทศบาลท้องถิ่นเพิ่มเติม โดยทั่วไปมักเจรจาค่าชดเชยปละค่าปรับได้ ขึ้นกับการพิจารณาของหน่วยงาน
ประกันรถยนต์คุ้มครองกรณีชนเสาไฟฟ้าหรือไม่

เมื่อเกิดอุบัติเหตุขับรถชนเสาไฟฟ้า ความคุ้มครองจะขึ้นอยู่กับประเภทของแผนประกันรถยนต์ที่ผู้ขับขี่ได้ทำไว้ โดยบริษัทประกันจะเข้ามาดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุในกรมธรรม์ ดังนี้
|
ประเภทประกัน |
คุ้มครองทรัพย์สินคู่กรณี (เสาไฟฟ้า) | รถเรา (ค่าซ่อมรถผู้ขับขี่) |
กรณีไม่มีคู่กรณี (เช่น ชนต้นไม้/ชนเสา) |
| ประกันชั้น 1 |
คุ้มครอง |
คุ้มครอง |
คุ้มครอง |
| ประกันชั้น 2+ |
คุ้มครอง |
ไม่คุ้มครอง |
ไม่คุ้มครอง |
| ประกันชั้น 3+ |
คุ้มครอง |
ไม่คุ้มครอง |
ไม่คุ้มครอง |
| ประกันชั้น 3 |
คุ้มครอง |
ไม่คุ้มครอง |
ไม่คุ้มครอง |
ประกันที่ให้ความคุ้มครองกรณีขับรถชนเสาไฟฟ้า
ประกันชั้น 1 เป็นประกันเพียงประเภทเดียวที่คุ้มครองครบทั้ง “ค่าเสียหายของเสาไฟฟ้า” (ความรับผิดต่อทรัพย์สินบุคคลภายนอก) และคุ้มครองจ่าย “ค่าซ่อมรถของเรา” (การเคลมอุบัติเหตุแบบไม่มีคู่กรณี) รวมถึงค่ารักษาพยาบาลกรณีได้รับบาดเจ็บด้วย
อย่างไรก็ตาม การแจ้งเคลมในกรณีนี้จะมีเงื่อนไขเกี่ยวกับค่าความเสียหายส่วนแรกเข้ามาเกี่ยวข้อง หากผู้ขับขี่สามารถระบุวัน เวลา และสถานที่เกิดเหตุชนเสาไฟฟ้าได้อย่างชัดเจน จะไม่ต้องเสียค่าความเสียหายส่วนแรกภาคบังคับ (Excess) 1,000 บาท เนื่องจากถือเป็นการชนกับสิ่งปลูกสร้างที่ยึดติดกับพื้นดิน แต่หากในหน้ากรมธรรม์มีการระบุค่าความเสียหายส่วนแรกภาคสมัครใจ (Deductible) เอาไว้ ผู้ขับขี่จะต้องรับผิดชอบจ่ายเงินส่วนนี้ตามจำนวนที่ระบุ เนื่องจากถือเป็นอุบัติเหตุที่เราเป็นฝ่ายผิด
นอกจากนี้ ในส่วนของประวัติการขับขี่ การเคลมชนเสาไฟฟ้าจะถูกนับเป็นการเคลมแบบมีประวัติเป็นฝ่ายผิด ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการต่ออายุประกันภัยรถยนต์ในปีถัดไป ทำให้ผู้เอาประกันเสียสิทธิ์ส่วนลดประวัติดี (NCB) หรืออาจถูกปรับลดระดับเปอร์เซ็นต์ส่วนลดลงตามเงื่อนไขที่บริษัทประกันภัยกำหนด
ประกันที่ไม่ให้ความคุ้มครองกรณีขับรถชนเสาไฟฟ้า
ประกันรถยนต์ชั้น 2+, 3+ และ 3 จะให้ความคุ้มครองชดเชยค่าเสียหายให้กับ “เสาไฟฟ้า” (ทรัพย์สินบุคคลภายนอก) ตามวงเงินที่ระบุในกรมธรรม์เท่านั้น แต่จะไม่คุ้มครองความเสียหายของตัวรถเรา เนื่องจากประกันกลุ่มนี้ (เช่น 2+ และ 3+) มีเงื่อนไขจะซ่อมรถเราก็ต่อเมื่อเกิดเหตุ “รถชนรถ” หรือชนกับยานพาหนะทางบกเท่านั้น การชนเสาไฟฟ้าจึงต้องจ่ายค่าซ่อมรถเองทั้งหมด
รับข้อเสนอพิเศษ
ขับรถชนเสาไฟฟ้าแต่ไม่มีประกันรถยนต์ทำอย่างไรดี? ขอผ่อนได้ไหม?
ในกรณีที่ผู้ขับขี่ไม่ได้ทำประกันภาคสมัครใจไว้ มีเพียง พ.ร.บ. หรือประกันรถยนต์ภาคบังคับ จะต้องทำความเข้าใจว่า พ.ร.บ. ให้ความคุ้มครองเฉพาะ “ค่ารักษาพยาบาลและชีวิต” ของผู้ประสบภัยเท่านั้น ไม่มีความคุ้มครองในส่วนของทรัพย์สินใด ๆ ดังนั้น ผู้ขับขี่จะต้องรับผิดชอบค่าเสียหายของเสาไฟฟ้าและค่าซ่อมรถของตนเองแบบเต็มจำนวน
อย่างไรก็ตาม หากค่าเสียหายของเสาไฟฟ้ามีมูลค่าสูงจนไม่สามารถชำระเป็นเงินก้อนได้ในครั้งเดียว ผู้ขับขี่สามารถติดต่อหน่วยงานการไฟฟ้า (MEA หรือ PEA) เพื่อเจรจาไกล่เกลี่ย ขอประนอมหนี้ และทำเรื่องขอผ่อนชำระค่าเสียหายเป็นรายเดือนได้ โดยต้องเข้าไปแสดงตัวและทำสัญญายินยอมรับผิดชอบอย่างถูกต้อง
ข้อควรระวังคือ หากผู้ขับขี่เลือกที่จะหลบหนี หรือเพิกเฉยต่อการชดใช้ค่าเสียหาย การไฟฟ้าจะดำเนินการแจ้งความดำเนินคดี ซึ่งนอกจากจะมีความผิดทางอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์สาธารณะแล้ว ยังจะถูกฟ้องร้องทางแพ่งเพื่อเรียกค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายในภายหลังอีกด้วย
วิธีลดความเสี่ยงและป้องกันปัญหาในอนาคต
เมื่อได้เห็นแล้วว่า เสาไฟฟ้าแต่ละต้นมีราคาไม่ใช่ถูก ๆ หากดวงซวยขับชนต้นที่มีความสำคัญมาก ๆ อาจจะทำให้ต้องสูญเงินล้านภายในพริบตา เพราะฉะนั้นไม่ควรเกิดเหตุการณ์ขับรถชนเสาไฟฟ้าจะดีที่สุด ซึ่งเหล่านี้คือวิธีการลดความเสี่ยงที่จะป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับคุณในอนาคต
ขับรถอย่างมีสติและระมัดระวัง
สิ่งที่ป้องกันอุบัติเหตุได้ดีที่สุด คือ “สติ” และ “ความระมัดระวัง” ระหว่างการขับขี่ควรมีสติจดจ่อกับเส้นทางตรงหน้าเสมอ ไม่ขับใจลอย ไม่ขับขี่ขณะที่เมาสุราเป็นอันขาด ไม่ใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ และปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการชะลอความเร็วในจุดเสี่ยง เช่น ทางโค้ง ทางแยก หรือในช่วงที่ฝนตกถนนลื่น
ตรวจเช็กสภาพรถอย่างสม่ำเสมอ
ระบบเบรกและยางรถยนต์ที่เสื่อมสภาพ คือหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้รถเสียหลักลื่นไถลไปชนเสาไฟฟ้า โดยเฉพาะเมื่อต้องเบรกกะทันหัน ดังนั้นควรหมั่นตรวจเช็กสภาพรถ ดอกยาง และผ้าเบรกให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง
ติดตั้งกล้องหน้ารถเพื่อเป็นหลักฐาน
การมีกล้องบันทึกภาพหน้ารถถือเป็นตัวช่วยสำคัญ หากเกิดเหตุการณ์ที่มีรถคันอื่นขับปาดหน้าจนทำให้คุณต้องหักหลบไปชนเสาไฟฟ้า ภาพจากกล้องจะเป็นหลักฐานชิ้นดีที่ช่วยยืนยันว่าคุณไม่ได้ประมาท และสามารถนำไปใช้เรียกร้องค่าเสียหายจากคู่กรณีตัวจริงได้
เลือกทำประกันรถยนต์ให้ครอบคลุม
การเกิดอุบัติเหตุแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายแอบแฝงมากมาย การเลือกทำประกันภัยรถยนต์โดยเฉพาะประกันชั้น 1 ถือเป็นการโอนย้ายความเสี่ยงที่ดีที่สุด เพราะจะช่วยคุ้มครองทั้งตัวรถ ผู้ขับขี่ และทรัพย์สินสาธารณะที่ได้รับความเสียหาย
ทำความเข้าใจกับความคุ้มครอง
ตรวจสอบหน้าตารางกรมธรรม์ของตนเองอยู่เสมอว่าให้ความคุ้มครองสูงสุดเท่าไหร่ ครอบคลุมทรัพย์สินบุคคลภายนอกในวงเงินกี่บาท หากเกิดเหตุจะได้สามารถประเมินสถานการณ์และรับมือกับค่าใช้จ่ายได้อย่างถูกต้อง
บทส่งท้าย
เมื่อได้ทำความเข้าใจกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถึงสิ่งที่จะตามหาหากคุณขับรถชนเสาไฟฟ้าจนชำรุดเสียหาย ซึ่งไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุในรูปแบบใดก็ตาม ล้วนตามมาด้วยเรื่องยุ่งยากทั้งสิ้น แต่ปัญหาทุกอย่างล้วนมีทางป้องกัน เพียงคุณทำ “ประกันภัยรถยนต์” ติดรถเอาไว้ สำหรับใครที่ยังไม่ได้ทำ หรือ ประกันใกล้จะหมดอายุแล้ว SILKSPAN พร้อมช่วยคุณตามหาความคุ้มครองที่ดีที่สุด โดยเรามีผลิตภัณฑ์ประกันภัยรถยนต์จากบริษัทชั้นนำในไทยกว่า 30 บริษัทให้คุณเลือก เปรียบเทียบเบี้ยประกันก่อนตัดสินใจซื้อได้ หากสนใจติดต่อได้ผ่านช่องทางดังต่อไปนี้
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
- Facebook : SILKSPAN
- Instagram : silkspan
- Line Official : @SILKSPAN
- X (twitter) : SILKSPAN
- Youtube : SILKSPAN
- TikTok : silkspan
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการขับรถชนเสาไฟฟ้า
รถชนเสาไฟฟ้าแล้วมีสายไฟพาดรถ ต้องทำอย่างไร?
ห้ามก้าวลงจากรถเด็ดขาด เพราะอาจถูกไฟช็อตจากกระแสไฟฟ้ารั่วไหล ให้ตั้งสติ โทรแจ้งการไฟฟ้า (1129 หรือ 1130) และรออยู่ในรถจนกว่าเจ้าหน้าที่จะทำการตัดไฟเสร็จสิ้น
รถชนเสาไฟฟ้าผิดกฎหมายอาญาหรือไม่?
ผิดกฎหมายอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์สาธารณะ และต้องชดใช้ค่าเสียหายในทางแพ่งเพื่อซ่อมแซมให้เสาไฟฟ้ากลับคืนสู่สภาพเดิมตามที่หน่วยงานประเมิน
ประกันชั้นไหนคุ้มครองกรณีขับรถชนเสาไฟฟ้าบ้าง?
ประกันชั้น 1, 2+, 3+ และ 3 คุ้มครองความเสียหายของเสาไฟฟ้าทั้งหมด แต่จะมีเพียง “ประกันชั้น 1” เท่านั้นที่คุ้มครองจ่ายค่าซ่อมรถของคุณด้วย
ขับรถชนเสาไฟฟ้าเป็นคดีอะไร
เป็นทั้งคดีความผิดทางอาญา (ทำให้เสียทรัพย์สินของทางราชการ) และคดีแพ่ง (การทำละเมิดที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับหน่วยงานการไฟฟ้า)
ขับรถชนเสาไฟฟ้าต้องโทรแจ้งใคร?
ต้องโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ (191) หน่วยงานการไฟฟ้าในพื้นที่ (กฟภ. 1129 หรือ กฟน. 1130) และโทรแจ้งบริษัทประกันภัยรถยนต์ของคุณเพื่อส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ
