เบี้ยดีโดนใจ ประกันภัยชั้น 1 เบี้ยเริ่ม 750 บาท/เดือน พิเศษรับส่วนลดสูงสุด 30% เช็กเบี้ยที่นี่ กับ SILKSPAN

ชาร์จแบตรถยนต์ คู่มือครบวงจรที่คนมีรถควรรู้


ชาร์จแบตรถยนต์

ปัญหาแบตเตอรี่รถยนต์หมดกลางทาง หรือสตาร์ทไม่ติดในยามเช้า ทำให้จำเป็นต้องชาร์จแบตรถยนต์ เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากเจอ เพราะนอกจากจะทำให้เสียเวลาแล้ว ยังอาจทำให้แผนการเดินทางต้องสะดุดได้อีกด้วย การเรียนรู้วิธีชาร์จแบตรถยนต์อย่างถูกวิธี จึงเป็นสิ่งสำคัญที่เจ้าของรถทุกคนควรรู้ เพื่อให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที 

บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับแบตเตอรี่รถยนต์ สาเหตุที่แบตหมด วิธีการชาร์จแบตเตอรี่อย่างละเอียด ไปจนถึงการสังเกตว่าแบตเตอรี่เต็มแล้วหรือยัง และบทบาทของประกันภัยรถยนต์เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน


Key Takeaways 

  • การดูแลและหมั่นชาร์จแบตรถยนต์เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้รถพร้อมใช้งานเสมอ โดยเฉพาะเมื่อจอดทิ้งไว้นานหรือขับระยะสั้น
  • แบตเตอรี่หมดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ลืมปิดไฟ, แบตเสื่อม, ไดชาร์จเสีย หรือจอดรถทิ้งไว้นาน
  • หากแบตหมดกลางทาง ประกันรถยนต์ชั้น 1 มักมีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน เช่น พ่วงแบตเตอรี่
  • คุณสามารถชาร์จแบตรถยนต์เองได้ด้วยเครื่องชาร์จหรือพ่วงแบต โดยเลือกกระแสไฟที่เหมาะสม และสังเกตสถานะการชาร์จให้ดี

แบตเตอรี่รถยนต์ หัวใจสำคัญของระบบสตาร์ท

แบตเตอรี่รถยนต์ หัวใจสำคัญของระบบสตาร์ท

แบตเตอรี่รถยนต์เปรียบเสมือนหัวใจของระบบไฟฟ้าในรถยนต์ มีหน้าที่หลักในการจ่ายกระแสไฟฟ้าเพื่อสตาร์ทเครื่องยนต์ และเป็นแหล่งพลังงานสำรองสำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ ในรถ เช่น ระบบไฟส่องสว่าง วิทยุ หรือกระจกไฟฟ้า การดูแลรักษาแบตเตอรี่ให้มีสภาพดีอยู่เสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้รถของคุณพร้อมใช้งาน และยังช่วยยืดอายุแบตเตอรี่ให้ใช้งานได้ยาวนานมากขึ้นอีกด้วย 

ทั้งนี้หากคุณใช้รถไม่บ่อย หรือมีพฤติกรรมขับระยะสั้นเป็นประจำ ควรหมั่นชาร์จแบตรถยนต์อยู่เสมอ เพื่อป้องกันปัญหาแบตเตอรี่หมดหรือรถสตาร์ทไม่ติด โดยเฉพาะในช่วงที่รถจอดนิ่งนาน ๆ

หากแบตเตอรี่เสื่อมสภาพหรือไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกวิธี อาจส่งผลให้รถสตาร์ทไม่ติด หรือระบบไฟฟ้าทำงานผิดปกติ ซึ่งในสถานการณ์เร่งด่วน การค้นหาร้านซ่อมรถยนต์ใกล้ฉัน หรือใช้บริการช่วยเหลือรถเสียฉุกเฉินฟรีจากบริษัทประกัน หรือบริการพ่วงแบต ก็เป็นทางเลือกที่ช่วยให้คุณไม่ต้องติดอยู่กลางทาง และกลับมาใช้รถได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจ


แบตเตอรี่รถยนต์หมด เกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง?

การที่แบตเตอรี่รถยนต์หมดจนรถสตาร์ทไม่ติด สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น

  • ลืมปิดไฟหน้าหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าในรถ การเปิดไฟหน้า ไฟในห้องโดยสาร หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ทิ้งไว้เป็นเวลานานหลังจากดับเครื่องยนต์ จะทำให้แบตเตอรี่คายประจุจนหมด
  • แบตเตอรี่เสื่อมสภาพตามอายุการใช้งาน แบตเตอรี่รถยนต์มีอายุการใช้งานจำกัด โดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 2-3 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาและสภาพการใช้งาน เมื่อแบตเตอรี่เสื่อม ประสิทธิภาพในการเก็บประจุจะลดลง ทำให้แบตหมดเร็วขึ้น
  • ไดชาร์จทำงานผิดปกติ ไดชาร์จมีหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อป้อนเข้าสู่ระบบ และชาร์จแบตรถยนต์กลับคืน ในกรณีที่ไดชาร์จเสียหรือไม่ทำงาน แบตเตอรี่จะไม่ได้รับการชาร์จประจุกลับ ทำให้แบตหมดในที่สุด
  • การจอดรถทิ้งไว้นาน ๆ โดยไม่ใช้งาน หากรถจอดทิ้งไว้นาน ๆ โดยไม่มีการสตาร์ทเครื่องยนต์ แบตเตอรี่จะค่อย ๆ คายประจุออกไปเองตามธรรมชาติ ทำให้แบตเตอรี่อ่อนหรือหมดได้ในที่สุด
  • ขั้วแบตเตอรี่หลวมหรือสกปรก การที่ขั้วแบตเตอรี่หลวม มีคราบสกปรก หรือเกิดการผุกร่อน จะทำให้การนำไฟฟ้าไม่ดี ส่งผลให้การชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่ไม่มีประสิทธิภาพ

แบตรถยนต์หมด ทำไงดี เช็กประกันที่ให้ความคุ้มครองครอบคลุมเรื่องแบตเตอรี่ได้ที่บทความ ประกันรถ บริษัทไหนดี?


 

ให้ประกันรถคุ้มครองทุกการเดินทาง ผ่อนประกันรถชั้น 1 0% ที่ SILKSPAN


รถสตาร์ทไม่ติด แบตหมดกลางทาง ประกันรถช่วยได้ไหม?

หากรถของคุณสตาร์ทไม่ติด แบตหมดกลางทาง ไม่ต้องกังวล!

เพราะประกันรถยนต์ หลายประเภทมักจะมีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ซึ่งครอบคลุมถึงบริการพ่วงแบตเตอรี่ หรือชาร์จแบตรถยนต์เบื้องต้นถึงที่เกิดเหตุ

  • บริการช่วยเหลือรถเสียฉุกเฉินฟรี : บริษัทประกันภัยส่วนใหญ่ โดยเฉพาะประกันรถยนต์ชั้น 1, ประกันรถยนต์ 2+, และ ประกันรถยนต์ 3+ มักจะมีบริการนี้ให้แก่ลูกค้า ซึ่งรวมถึงการพ่วงแบตเตอรี่ หรือนำแบตเตอรี่มาเปลี่ยนให้ชั่วคราว เพื่อให้คุณสามารถขับขี่ต่อไปได้
  • การแจ้งเคลมประกัน : ในกรณีที่แบตเตอรี่เสื่อมสภาพจนต้องเปลี่ยนใหม่ หรือมีปัญหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้า หากมีประกันที่คุ้มครองก็สามารถแจ้งเคลมกับบริษัทประกันได้

ด้วยเหตุนี้ การมีประกันรถยนต์จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและความยุ่งยากในยามฉุกเฉินได้มาก หากคุณกำลังมองหาประกันรถยนต์ชั้น 1 หรือกำลังเลือกบริษัทประกัน ไม่ว่าจะเป็นประกันรถ วิริยะ ,ประกันรถ โตเกียวมารีน ,ประกันรถยนต์ ไทยวิวัฒน์ หรือประกันรถยนต์ กรุงเทพ ที่ SILKSPAN มีตัวเลือกมากมายให้คุณเปรียบเทียบ


วิธีชาร์จแบตรถยนต์ด้วยตัวเองง่ายกว่าที่คิด!

วิธีชาร์จแบตรถยนต์ด้วยตัวเองง่ายกว่าที่คิด

การชาร์จแบตรถยนต์ด้วยตัวเองสามารถทำได้ไม่ยาก หากมีอุปกรณ์ที่เหมาะสม เช่น เครื่องชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ หรือสายพ่วงแบตเตอรี่ โดยมีวิธีชาร์จแบตรถยนต์ดังนี้

การใช้เครื่องชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์

  1. เตรียมอุปกรณ์ : เตรียมเครื่องชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์และอุปกรณ์ป้องกัน เช่น ถุงมือ แว่นตานิรภัย
  2. ดับเครื่องยนต์ : ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเครื่องยนต์ดับสนิท และอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดในรถปิดอยู่
  3. ถอดขั้วแบตเตอรี่ (ถ้าจำเป็น) : สำหรับแบตเตอรี่บางประเภท แนะนำให้ถอดขั้วลบ (สีดำ) ออกก่อน เพื่อป้องกันการลัดวงจร
  4. เชื่อมต่อสายชาร์จ :
  • หนีบสายชาร์จขั้วบวก (สีแดง) เข้ากับขั้วบวก (+) ของแบตเตอรี่รถยนต์
  • หนีบสายชาร์จขั้วลบ (สีดำ) เข้ากับขั้วลบ (-) ของแบตเตอรี่รถยนต์
  • ตรวจสอบให้แน่ใจว่าต่อสายแน่นหนาแล้ว
  1. เสียบปลั๊กเครื่องชาร์จ : เสียบปลั๊กเครื่องชาร์จแบตรถยนต์เข้ากับเต้ารับไฟฟ้า และเปิดเครื่องชาร์จ
  2. รอการชาร์จ : เครื่องชาร์จบางรุ่นจะมีไฟแสดงสถานะการชาร์จ เมื่อแบตเตอรี่เต็ม ไฟจะเปลี่ยนสีหรือแสดงสถานะ “Full”
  3. ถอดสายชาร์จ : เมื่อชาร์จเต็มแล้วให้ปิดเครื่องชาร์จก่อน จากนั้นถอดสายชาร์จขั้วลบ (สีดำ) ออกก่อน ตามด้วยสายชาร์จขั้วบวก (สีแดง)
  4. ต่อขั้วแบตเตอรี่ (ถ้าถอดไว้) : หากถอดขั้วแบตเตอรี่ออก ให้ต่อขั้วลบกลับเข้าที่

การพ่วงแบตเตอรี่ด้วยรถคันอื่น

ในกรณีที่ไม่มีเครื่องชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ สามารถใช้สายพ่วงแบตเตอรี่กับรถคันอื่นได้ โดยทำตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

  1. จอดรถ : นำรถยนต์ที่มีแบตเตอรี่เต็ม มาจอดใกล้ ๆ กับรถที่แบตหมด โดยให้เครื่องยนต์ดับสนิททั้งสองคัน
  2. เตรียมสายพ่วง : เตรียมสายพ่วงแบตเตอรี่ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีส่วนใดชำรุด
  3. เชื่อมต่อสายพ่วง :
  • หนีบสายพ่วงสีแดงด้านหนึ่งเข้ากับขั้วบวก (+) ของรถคันที่แบตหมด
  • หนีบสายพ่วงสีแดงอีกด้านหนึ่งเข้ากับขั้วบวก (+) ของรถคันที่มีแบตเตอรี่เต็ม
  • หนีบสายพ่วงสีดำด้านหนึ่งเข้ากับขั้วลบ (-) ของรถคันที่มีแบตเตอรี่เต็ม
  • หนีบสายพ่วงสีดำอีกด้านหนึ่งเข้ากับโครงโลหะของรถคันที่แบตหมด (ห่างจากแบตเตอรี่ เพื่อลดความเสี่ยงจากการเกิดประกายไฟ)
  1. สตาร์ทรถคันที่มีแบตเตอรี่เต็ม : สตาร์ทรถคันที่มีแบตเตอรี่เต็ม ทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที
  2. สตาร์ทรถคันที่แบตหมด : ลองสตาร์ทรถคันที่แบตหมด หากสตาร์ทติดแล้ว ให้ถอดสายพ่วงโดยเริ่มจากขั้วลบของรถคันที่แบตหมด ตามด้วยขั้วลบของรถคันที่แบตเตอรี่เต็ม จากนั้นถอดสายพ่วงสีแดงตามลำดับ

อยากเลือกซื้อประกันชั้น 1 อ่านข้อมูลเปรียบเทียบประกันแต่ละที่ได้ในบทความประกันรถยนต์ชั้น 1 ที่ไหนดี!


ต้องชาร์จแบตรถยนต์กี่แอมป์ถึงจะพอ?

การเลือกกระแสไฟ (แอมป์) ในการชาร์จแบตรถยนต์ควรพิจารณาจากขนาดของแบตเตอรี่ (ค่า Ah – แอมป์-ชั่วโมง) โดยทั่วไปแล้ว การชาร์จที่ปลอดภัยและเหมาะสมคือการใช้กระแสไฟประมาณ 10% ของความจุแบตเตอรี่ เช่น หากแบตเตอรี่รถยนต์มีความจุ 60 Ah ควรชาร์จด้วยกระแสไฟประมาณ 6 แอมป์ 

เพื่อให้การชาร์จแบตรถยนต์ด้วยตนเองมีความปลอดภัยสูงสุด การเลือกเครื่องชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ที่มีฟังก์ชันปรับกระแสไฟได้ หรือเป็นแบบอัจฉริยะ (Smart Charger) จะช่วยให้การชาร์จมีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากขึ้น แต่หากต้องการความสะดวกสบาย สามารถนำไปชาร์จที่อู่ซ่อมรถ ซึ่งมีราคาชาร์จแบตรถยนต์แตกต่างกันออกไป 


ชาร์จแบตรถยนต์กี่ชั่วโมงถึงจะเต็ม?

ระยะเวลาในการชาร์จแบตรถยนต์จนเต็มนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่

  • ความจุของแบตเตอรี่ (Ah) : แบตเตอรี่ที่มีความจุสูงกว่า จะใช้เวลาในการชาร์จนานกว่า
  • ปริมาณแบตเตอรี่คงเหลือ : หากแบตเตอรี่หมดเกลี้ยง จะใช้เวลานานกว่าการชาร์จแบตรถยนต์ที่ยังมีประจุอยู่บ้าง
  • กระแสไฟที่ใช้ชาร์จ (แอมป์) : ยิ่งใช้กระแสไฟสูง (แต่ต้องไม่เกินกว่าที่แบตเตอรี่รับได้) ก็จะใช้เวลาในการชาร์จเร็วกว่า
  • ประเภทของแบตเตอรี่ : แบตเตอรี่แต่ละประเภท เช่น แบตเตอรี่น้ำ แบตเตอรี่แห้ง หรือแบตเตอรี่กึ่งแห้ง อาจมีคุณสมบัติการชาร์จที่แตกต่างกัน

โดยทั่วไปแล้ว หากแบตเตอรี่ขนาด 60 Ah หมดเกลี้ยง และชาร์จด้วยกระแสไฟ 6 แอมป์ จะใช้เวลาประมาณ 10-12 ชั่วโมงในการชาร์จจนเต็ม


สังเกตอย่างไรว่าชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์เต็มแล้ว?

การสังเกตว่าชาร์จแบตรถยนต์เต็มแล้ว สามารถดูได้หลายวิธี ดังนี้

  • ไฟแสดงสถานะบนเครื่องชาร์จ : เครื่องชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ส่วนใหญ่จะมีไฟแสดงสถานะ เมื่อแบตเตอรี่เต็ม ไฟจะเปลี่ยนสี (เช่น จากสีแดงเป็นสีเขียว) หรือมีข้อความ “Full” หรือ “Charged” ปรากฏขึ้น
  • โวลต์มิเตอร์ : ใช้โวลต์มิเตอร์วัดแรงดันไฟฟ้าของแบตเตอรี่ หากแบตเตอรี่ 12 โวลต์ มีค่าแรงดันอยู่ที่ประมาณ 12.6 – 12.8 โวลต์ หรือสูงกว่า แสดงว่าแบตเตอรี่เต็มแล้ว
  • ความร้อนของแบตเตอรี่ : แบตเตอรี่ที่ชาร์จเต็มแล้วจะไม่มีความร้อนสูงผิดปกติ
  • การเกิดฟองอากาศ (สำหรับแบตเตอรี่น้ำ) : หากเป็นแบตเตอรี่น้ำ เมื่อชาร์จเต็มแล้ว จะสังเกตเห็นว่าการเกิดฟองอากาศในช่องแบตเตอรี่ลดลง หรือการเกิดฟองหยุด

ชาร์จแบตรถยนต์ เพื่อการขับขี่ที่มั่นใจกับ SILKSPAN

การดูแลแบตเตอรี่รถยนต์เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะนอกจากจะช่วยให้รถของคุณพร้อมใช้งานอยู่เสมอแล้ว ยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงในระยะยาวได้อีกด้วย การเรียนรู้วิธีชาร์จแบตรถอย่างถูกวิธี การเลือกใช้เครื่องชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ที่เหมาะสม และการหมั่นตรวจสอบสภาพแบตเตอรี่อยู่เสมอ จะช่วยยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ของคุณได้  

และหากคุณกำลังมองหาความคุ้มครองที่สมบูรณ์แบบสำหรับรถยนต์ของคุณ ไม่ว่าจะเป็น ประกันรถยนต์ชั้น 1, ประกันรถยนต์ 2+, หรือ ประกันรถยนต์ 3+  SILKSPAN พร้อมให้บริการเปรียบเทียบประกันภัยรถยนต์จากบริษัทชั้นนำมากมาย เพื่อให้คุณได้เลือกแผนที่ตอบโจทย์ความต้องการและงบประมาณของคุณมากที่สุด

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม


เขียนโดย : ECOMONEY
เผยแพร่วันที่ : 29/07/2025
รับข้อเสนอพิเศษ

จองสิทธิ์ประกันรถยนต์

ประกันรถยนต์ รับส่วนลดสูงสุด 30% กว่า 20 บริษัทชั้นนำ

  1. ต่ออายุล่วงหน้า รับส่วนลดเพิ่ม สูงสุดกว่า 500 บาท
  2. ผ่อนบัตรเครดิต ผ่อนเงินสด ได้สูงสุด 10 เดือน
  3. ฟรีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชม.
  4. ฟรีรถใช้ระหว่างซ่อม หรือ เบิกค่าเดินทาง 1,000 บาท

กรอกข้อมูล เพื่อ “รับข้อเสนอพิเศษ” ต่อประกันรถยนต์

taff-call
“เช็คเบี้ยประกันรถฟรี 24 ชม.”
line

กำลังโหลด