ทำความรู้จัก ไวรัสนิปาห์ คืออะไร อาการเป็นยังไง น่ากลัวหรือไม่ พร้อมวิธีรับมือ
สิ่งที่กำลังทำให้ใครหลายๆคนกังวลใจไปไม่น้อยในช่วงนี้ อย่างข่าวการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสนิปาห์ ซึ่ง Nipah เป็นเชื้อไวรัสที่มีโอกาสทำให้เสียชีวิตสูง หลายคนอาจจะยังไม่รู้ ว่าจริงๆแล้ว ไวรัสนิปาห์คืออะไร น่ากลัวจริงหรือไม่ วันนี้จะพาทุกๆ คนมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับไวรัสนิปาห์ ทั้งในเรื่องของสาเหตุ อาการ การรักษา รวมไปถึงแนวทางการป้องกันและรับมือกับไวรัสนิปาห์ เพื่อความปลอดภัยต่อตนเองและคนรอบตัวครับ
Key Takeaway
- ไวรัสอันตรายอัตราเสียชีวิตสูง ไวรัสนิปาห์มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 40-75% และยังไม่มียารักษาจำเพาะหรือวัคซีนป้องกันในปัจจุบัน
- พาหะหลักคือค้างคาว เชื้อไวรัสนิปาห์แพร่กระจายจากค้างคาวแม่ไก่สู่สัตว์อื่น (เช่น หมู) และข้ามมาสู่คนผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งหรือกินผลไม้ปนเปื้อน
- อาการรุนแรงทางสมอง ผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์จะมีอาการเริ่มแรกคล้ายไข้หวัดใหญ่ ก่อนจะเข้าสู่ภาวะสมองอักเสบเฉียบพลันและระบบทางเดินหายใจล้มเหลว
- ไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อ แม้จะพบเชื้อไวรัสนิปาห์ในค้างคาวแม่ไก่ภายในประเทศไทย แต่ยังไม่มีรายงานคนไทยติดเชื้อไวรัส Nipah
- เน้นสุขอนามัยและการกินสุก การล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรอยกัดแทะ และการรับประทานอาหารที่ปรุงสุกสะอาด คือวิธีป้องกันโรคระบาดที่ดีที่สุด
ไวรัสนิปาห์ คืออะไร?
Nipah Virus หรือไวรัสนิปาห์ คือ เชื้อไวรัสในวงศ์ Paramyxoviridae สกุล Henipavirus ซึ่งจัดเป็นโรคติดต่อระหว่างสัตว์สู่คน (Zoonosis) ที่มีความรุนแรงสูง โดยเชื้อไวรัสชนิดนี้ถูกค้นพบครั้งแรกในปี พ.ศ. 2541 จากการระบาดในกลุ่มผู้เลี้ยงสุกรที่หมู่บ้านซูไก นิปาห์ (Sungai Nipah) ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นที่มาของชื่อไวรัสนั่นเอง
ปกติแล้ว เชื้อไวรัสนิปาห์จะมีค้างคาวกินผลไม้ หรือค้างคาวแม่ไก่ เป็นพาหะหลัก โดยเชื้อจะแฝงตัวอยู่ในน้ำลายและสารคัดหลั่งของค้างคาว เมื่อสัตว์อื่นอย่างสุกร รวมไปถึงคน ไปสัมผัสกับอาหารหรือพื้นที่ที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่งเหล่านี้ ก็จะเกิดการติดเชื้อและแพร่กระจายต่อไปได้อย่างรวดเร็ว
ด้วยอัตราการเสียชีวิตที่สูงถึง 40-75% และยังไม่มีวัคซีนป้องกันโดยตรง องค์การอนามัยโลก (WHO) จึงจัดให้ไวรัสนิปาห์เป็นหนึ่งในโรคอุบัติใหม่ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดที่สุดในปัจจุบัน
ไวรัสนิปาห์ แพร่กระจายเชื้อได้อย่างไร?

การแพร่กระจายของเชื้อไวรัสนิปาห์นั้น สามารถติดต่อได้หลายช่องทาง ดังนี้
- ติดเชื้อจากสัตว์สู่คน: การสัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่งของสัตว์ที่ติดเชื้อ เช่น เลือด น้ำลาย หรือปัสสาวะ (พบบ่อยในหมูและค้างคาว)
- ติดเชื้อจากการกินอาหารที่ปนเปื้อน: การกินผลไม้ที่มีรอยกัด/คราบน้ำลายของค้างคาวที่มีเชื้อไวรัสนิปาห์
- ติดเชื้อจากคนสู่คน: การสัมผัสใกล้ชิดกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วย เช่นน้ำลาย เสมหะ หรือเลือด ซึ่งมักจะพบในครอบครัวหรือบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วย
หากติดเชื้อไวรัสนิปาห์ อาการเป็นอย่างไร?
หากติดเชื้อไวรัสนิปาห์ อาการจะเริ่มปรากฏหลังได้รับเชื้อประมาณ 4 – 14 วัน โดยอาการแบ่งเป็น 2 ระยะหลักคือ
- ระยะเริ่มต้น: จะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น มีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ เจ็บคอ และอาเจียน
- ระยะรุนแรง: เชื้อจะเข้าสู่ระบบประสาท ทำให้เกิดอาการ สมองอักเสบเฉียบพลัน ผู้ป่วยจะมีอาการมึนงง สับสน ซึม ชัก และอาจเข้าสู่สภาวะโคม่าภายใน 24-48 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังอาจส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ ทำให้เกิดอาการปอดอักเสบร่วมด้วย
การรักษา หากติดเชื้อไวรัสนิปาห์
ในปัจจุบัน ยังไม่มีวัคซีน หรือยารักษาโรคระบาดที่เกิดจากเชื้อไวรัสนิปาห์โดยเฉพาะ ดังนั้นหากติดเชื้อไวรัสนิปาห์จึงต้องเน้นไปที่การรักษาประคับประคองตามอาการเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการให้ยาลดไข้ในระยะเริ่มต้น หรือในระยะรุนแรงอาจต้องใช้เครื่องช่วงหายใจในกรณีที่ปอดอักเสบรุนแรง หรือการให้ยาลดความดันในสมองกรณีสมองอักเสบ
วิธีรับมือกับเชื้อไวรัสนิปาห์
วิธีดูแลและป้องกันตนเองจากการติดเชื้อไวรัสนิปาห์ ดังนี้
- สุขอนามัยส่วนบุคคล: ล้างมือด้วยสบู่ให้สะอาดทุกครั้ง ทั้งก่อนและหลังการสัมผัสกับสัตว์ เนื้อสัตว์ หรือซากสัตว์ (โดยเฉพาะสุกร ม้า แมว แพะ แกะ และค้างคาวแม่ไก่)
- การเลือกทานอาหาร: ห้ามรับประทานเนื้อสัตว์แบบสุกๆ ดิบๆ โดยเด็ดขาด และควรเลือกซื้อเนื้อสัตว์จากแหล่งที่เชื่อถือได้
- ความสะอาดในครัวเรือน: หมั่นชำระล้างเครื่องใช้ในครัวเรือนและอุปกรณ์ส่วนตัวด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในพื้นที่เสี่ยง เช่น ป่าทึบ หรือแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์
- การจัดการซากสัตว์: หากพบซากสัตว์ที่ตายโดยไม่ทราบสาเหตุ ห้ามนำมารับประทานหรือชำแหละเนื้อโดยเด็ดขาด ควรทำลายซากด้วยการเผาหรือฝังลึกตามหลักการสาธารณสุข
- การควบคุมพื้นที่การระบาด: หากพบสัตว์หรือซากสัตว์ที่สงสัยว่าติดเชื้อ ไม่ควรเคลื่อนย้ายหรือลากซากสัตว์ออกจากจุดที่พบเกิน 2 กิโลเมตร เพื่อป้องกันการกระจายของเชื้อโรคสู่พื้นที่อื่น
- การเลือกทานผลไม้: หลีกเลี่ยงการรับประทานผลไม้ที่ตกอยู่ตามพื้น หรือผลไม้ที่มีรอยกัดแทะของสัตว์ โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าหรือใกล้แหล่งที่อยู่อาศัยของค้างคาว
ที่ผ่านมา ไวรัสนิปาห์เคยระบาดในประเทศอะไรแล้วบ้าง
ในช่วงมกราคม 2569 มีการรายงานการระบาดของไวรัสนิปาห์ระลอกใหม่ใน ประเทศอินเดีย โดยเฉพาะใน รัฐเบงกอลตะวันตก (West Bengal) ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของประเทศอินเดีย ทำให้ทั่วโลกต้องกลับมาเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง นอกจากความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้ ในอดีตยังเคยมีการรายงานการระบาดในอีกหลายประเทศ ดังนี้
- อินเดีย: มักพบการระบาดซ้ำในรัฐเกรละ (Kerala) ทางตอนใต้
- บังกลาเทศ: พบผู้ป่วยประปรายเกือบทุกปี สาเหตุหลักมักเกิดจากการดื่มน้ำตาลสด (Date palm sap) ที่ปนเปื้อนปัสสาวะหรือน้ำลายค้างคาว
- มาเลเซีย: จุดกำเนิดการระบาดครั้งแรกของโลก (ปี 2541-2542) โดยเริ่มระบาดในกลุ่มผู้เลี้ยงหมูที่หมู่บ้านนิปาห์
- สิงคโปร์: เคยพบการระบาดในปี 2542 ซึ่งมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการนำเข้าหมูจากพื้นที่ระบาดในมาเลเซีย
- ฟิลิปปินส์: เคยมีรายงานการระบาดในปี 2557
สำหรับประเทศไทย แม้จะมีการสำรวจพบเชื้อไวรัสนิปาห์ในค้างคาวแม่ไก่ซึ่งเป็นพาหะธรรมชาติในหลายพื้นที่ แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่เคยมีรายงานการพบผู้ป่วยติดเชื้อในคน อย่างไรก็ตาม การหมั่นสังเกตสิ่งรอบตัวและดูแลสุขอนามัยในการกินอยู่เสมอ จึงเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุดในการลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต
กระทรวงสาธารณสุขไทย รับมือกับไวรัสนิปาห์ยังไง?

ขอบคุณภาพจาก: กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
ในช่วงเช้าของวันที่ 26 มกราคม 2569 กระทรวงสาธารณสุขได้ยกระดับ 4 มาตรการหลัก เพื่อเฝ้าระวังไวรัสนิปาห์อย่างเข้มงวด ทั้งการคัดกรองผู้เดินทางจากพื้นที่ระบาด ณ ด่านสนามบิน การเตรียมความพร้อมของห้องแยกโรคในโรงพยาบาล การตรวจเชิงรุกในค้างคาวและสุกร พร้อมเร่งให้ความรู้ด้านสุขอนามัยแก่ประชาชน
สรุปส่งท้าย ไวรัสนิปาห์ ภัยเงียบจากสัตว์สู่คน
ไวรัสนิปาห์ หรือ Nipah Virus เป็นโรคอันตรายที่มีอัตราเสียชีวิตสูงและยังไม่มีวัคซีนป้องกัน โดยติดต่อผ่านการสัมผัสสัตว์พาหะหรือกินอาหารที่ปนเปื้อน ซึ่งปัจจุบันทำได้เพียงรักษาตามอาการเท่านั้น การดูแลสุขอนามัยและกินสุกสะอาดจึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด เพราะในวันที่โรคร้ายอุบัติขึ้นแบบไม่คาดคิด การเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับความเสี่ยงล่วงหน้าจะช่วยให้คุณและคนที่คุณรักอุ่นใจได้มากที่สุดครับ
นอกจากเรื่องการดูแลสุขอนามัยที่สำคัญแล้ว การมีประกันสุขภาพ เอาไว้ ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ช่วยป้องกันให้อุ่นใจไปอีกขั้นครับ ลองเข้ามาเปรียบเทียบเบี้ยประกันและความคุ้มครองจากบริษัทประกันชั้นนำกว่า 20 แห่งได้ที่ SILKSPAN เรามีทีมงานผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้คำแนะนำ เพื่อให้อุ่นใจขั้นสุด
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
- Facebook : SILKSPAN
- Instagram : silkspan
- Line Official : @SILKSPAN
- X (twitter) : SILKSPAN
- Youtube : SILKSPAN
- TikTok : silkspan